ข่าวเด่น ในรอบ 7 วัน
-
พิจิตรทีวี ข่าวพิจิตร พิจิตรผู้ว่าราชการจังหวัด เผยปริมาณฝนในพื้นที่น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ เริ่มส่งผลกระทบกับพื้นที่สูง พืชผลทางก...
-
พิธีเปิดศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 ณ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 นายภาสกร ชัยรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงาน ...
-
พิจิตรแล้งจัด เซียนแห ทอดแหบริเวณหน้าฝายน้ำล้นคลองข้าวตอก สร้างรายได้ให้กับชุมชน ประชาชนมีปลาบริโภคและจำหน่ายสร้างรายได้ ประชาชนผู้ท...
-
ชาวนาพิจิตรนอกเขตชลประทานเสี่ยงทำนา ในช่วงแล้ง แหล่งน้ำตามธรรมชาติแห้งขอดลง ต้องปล่อยข้าวนาปรัง ที่เริ่มเพาะปลูก กว่า 20 ไร่ ยืนต้นตา...
-
อดีตพนักงานรถไฟลาออกจากงานสวนกระแสเศรษฐกิจเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวเรือชามละ 10 บาท พร้อมจัดโปรโมชั่น รับประทาน 10 ชาม ฟรี 1 ชาม รั...
วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
เจ้าหน้าที่ทำการยกประตูระบายน้ำเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้
เจ้าที่ปิดประตูระบายน้ำเขตติดต่อกับพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกลงสู่แม่น้ำน่านเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง
ประตูระบายน้ำคลองวังทอง ในเขตพื้นที่รอยต่ออำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดพิจิตร ทำการปิดประตูระบายน้ำที่สะสมจากเทือกเขาเนินมะปรางและเทือกเขาวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งได้มีน้ำสะสมในคลองสาขา จนทำให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลประตูน้ำต้องยกประตูระบายน้ำให้สูงขึ้น ทำการกักเก็บน้ำในคลองและชะลอการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำน่าน เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ด้านอื่นๆโดยเฉพาะภาคการเกษตร
ขณะที่ทางจังหวัดพิจิตรกำชับให้หน่วยงานราชการ องค์ปกครองส่วนท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน ช่วยกันรณรงค์กำชับประชาชน รวมทั้งเกษตรกรชาวนาให้งดการทำนาปรังและร่วมมือการใช้น้ำอย่างประหยัดเพื่อช่วยปรับความสมดุลของการกักเก็บน้ำไว้ใช้ ในช่วงฤดูหนาวตลอดจนถึงฤดูแล้งให้เพียงพอ
ชาวสวนส้มโอพิจิตร เจาะบ่อบาดาลหาน้ำเลี้ยงสวนส้มโอ
สถานการณ์ภัยแล้งขาดทำให้ขาดน้ำเลี้ยงสวนส้มโอ ชาวสวนต้องลงทุนกว่า 5 หมื่นบาทเพื่อเจาะบ่อบาดาล
วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
ชาวบ้านลงขันเรี่ยไรเงินเป็นค่าน้ำมันสูบน้ำกักตุนภัยแล้ง
ชาวบ้านในพื้นที่พิจิตรลงขัน เรี่ยไรเงินเป็นค่าน้ำมัน นำเครื่องสูบน้ำของตนเองเพื่อสูบน้ำกักตุนเก็บในสระกลางหมู่บ้าน เป็นแหล่งน้ำสำรองเพื่อใช้ในช่วงฤดูแล้งที่มักประสบปัญหาขาดน้ำในการอุปโภคสำหรับ โรงเรียน และประชาชนกว่า 200 หลังคาเรือน
ที่จังหวัดพิจิตร ชาวบ้านในพื้นที่หมู่ที่ 7 ตำบลหนองปล้อง อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร ร่วมกันนำรถไถนาของชาวบ้านมาติดตั้งเพื่อสูบน้ำจากคลองสาธารณะที่ไหลผ่านหมู่บ้านเพื่อกักเก็บในสระน้ำกลางหมู่บ้านขนาดเนื้อที่ 18 ไร่ ความลึก 8 เมตร ที่อยู่บริเวณหน้าสนามโรงเรียนหนองจิกเภา เพื่อเป็นการกักเก็บน้ำไว้ใช้สำหรับอุปโภค สำหรับโรงเรียน และประชาชนในหมู่ที่ 7 และหมู่บ้านใกล้เคียงทั้งหมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 8 ที่มีหลังคาเรือนรวมกว่า 200 หลังคาเรือน ที่จะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคในช่วงฤดูแล้ง โดยชาวบ้านจะนำรถไถ ซึ่งเป็นเครื่องมือการเกษตร ท่อสูบน้ำของชาวบ้านมาติดตั้ง ส่วนค่าน้ำมัน ชาวบ้านจะใช้วิธีเรี่ยรายเงินกันแต่ละหลังคาเรือนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำมันเพื่อสูบน้ำเก็บไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง
นายประจวบ อิมสุวรรณ อายุ 73 ปี กล่าวว่า ปีนี้พื้นที่หมู่บ้านประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรง ขณะนี้พื้นที่นาข้าวของประชาชนได้รับความเสียหายจากการขาดน้ำ ที่สำคัญน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติมีน้อยมาก ชาวบ้านจึงร่วมกันระดมกำลังทั้งเครื่องมือ และเงินในการที่จะใช้เพื่อซื้อน้ำมันในการสูบน้ำ โดยจะมีการบริจาคเงินจากส่วนราชการและประชาชนในหมู่บ้าน ซึ่งขณะนี้ ทางเทศบาลตำบลหนองปล้องช่วยเหลือน้ำมันดีเซลมาจำนวน 18 ลิตร และชาวบ้านเองก็เรี่ยไรเงินกันในหมู่บ้านเพื่อใช้ในการสูบน้ำจากคลองธรรมชาติที่ไหลผ่านหมู่บ้านเพื่อเก็บกักในสระกลางหมู่บ้านเพื่อใช้ไว้เป็นน้ำสำรองของหมู่บ้านในช่วงฤดูแล้ง ที่มักจะประสบปัญหาภัยแล้งจนแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำที่ใช้ในการผลิตประปาหมู่บ้านแห้งจนหมด ก็จะนำน้ำที่เก็บกักไว้ในสระน้ำกลางหมู่บ้านขึ้นมาใช้จนกว่าจะเข้าสู่ฤดูน้ำหลากอีกครั้ง
ไฟไหม้ วัดกรดงาม เสียหายกว่า 2 ล้านบาท
เกิดเหตุเพลิงไหม้ หอสวดมนต์ กุฏิ พระพุทธรูป ขณะพระสงฆ์ไม่อยู่วัด เสียหายทั้งหมด กว่า 2 ล้านบาท เงินทำบุญอีกกว่า 1 แสนบาทวอดไปกับเพลิง พระสงฆ์ในวัดที่มีทั้งหมด 6 รูป เหลือเพียงจีวร สบง อย่างละผืน ต้องอาศัยศาลาการเปรียญเป็นที่พัก
เมื่อเสาร์ที่ 30 ตุลาคม 2558 เมื่อประมาณ 15.00 น. เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในวัดกรดงาม หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านนา อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร โดยเพลิงได้ลุกไหม้บริเวณ หอสวดมนต์ และกุฎิ ที่เป็นไม้เก่า สร้างแบบเรือนไทย และหอระฆัง ที่เป็นไม้เก่าสร้างตั้งแต่ปี 2513 รถดับเพลิงจำนวน 5 คันจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งในอำเภอวชิรบารมี และอำเภอสามง่าม ระดมกำลังช่วยกันดับเพลิง โดยต้องใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมงเพลิงจึงสงบ โดยเบื้องต้นพบความเสียหาย หอสวดมนต์ขนาดใหญ่เสียหายทั้งหลัง กุฏิพระสงฆ์ 4 หลัง 8 ห้อง ถูกไฟไหม้ทั้งหมด หอระฆังถูกไฟไหม้บางส่วน พระพุทธรูปทั้งเก่า และใหม่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอัฐบริขารของพระสงฆ์ ทั้งผ้าไตรจีวร บาตร ปิ่นโต หนังสือสวดมนต์ เงินทำบุญในช่วงเทศกาลออกพรรษาที่เตรียมไปฝากธนาคารอีกกว่าหนึ่งแสนบาท ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมด มูลค่าเบื้องต้นคาดว่าเสียหายไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท พระสงฆ์ที่จำพรรษาทั้งหมด 6 รูป เหลือเพียงผ้าสบง จีวร และย่าม เพียงชุดเดียว ต้องย้ายไปอยู่อาศัยที่ชั้นล่างของศาลาการเปรียญเป็นการชั่วคราว สาเหตุเบื้องต้นคาดว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร
นายณรงค์ ปานแย้ม ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 กล่าวว่า ขณะเกิดเหตุพระสงฆ์ไม่อยู่วัด ไฟได้ลุกไหม้กระจายทั่วทั้งบริเวณ โดยเพลิงได้ลุกไหม้อย่างรวดเร็วเพียงไม่นาน กุฏิ หอสวดมนต์ และทรัพย์สินต่างก็เสียหายทั้งหมด แม้ว่าจะมีการระดมรถดับเพลิงมาช่วยกันดับแต่ก็ไม่สามารถรักษาอะไรไว้ได้เนื่องจากทั้งหมดก่อสร้างด้วยไม่เก่า มีการก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2513
พระอนุรักษ์ อนุภัทโท พระผู้รับหน้าที่ดูแลวัด กล่าวว่า ไฟลุกไหม้ขณะพระสงฆ์ที่มีทั้งหมด 6 รูปไม่อยู่เนื่องจากไปกิจนิมนต์ในการฌาปนกิจศพที่วัดใกล้เคียง เมื่อกลับมาพบว่าบริเวณหอสวดมนต์และกุฏิไฟไหม้เสียหายทั้งหมด ทั้งนี้รวมถึงทรัพย์สิน พระพุทธรูป และยังมีเงินที่ได้รับบริจาคจากการทำบุญที่เตรียมจะไปฝากธนาคารอีกกว่าหนึ่งแสนบาท
สำหรับวัดกรดงาม เป็นวัดเก่าประจำหมู่บ้านในพื้นที่ชนบท เป็นวัดที่อยู่ในช่วงกำลังพัฒนา มีกำหนดจะทอดกฐินในวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะสมทบทุนในการก่อสร้างพระอุโบสถที่กำลังเริ่มก่อสร้าง แต่หลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้หอสวดมนต์ และกุฏิที่พักสงฆ์จนเสียหายทั้งหมด ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนแผนมาเพื่อสร้างหอสวดมนต์ และกุฏิสงฆ์ก่อนเนื่องจากขณะนี้พระสงฆ์ไม่มีที่พักอาศัย
ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคสิ่งของและกำลังทรัพย์ตามศรัทธา บริจาคโดยตรงได้ที่ วัดกรดงาม
ธนาคารทหารไทย สาขาสามง่าม ชื่อบัญชี วัดกรดงาม เลขที่บัญชี 367-2-34748-5 และ ธ.ก.ส. สาขาวชิรบารมี ชื่อบัญชี วัดกรดงาม เลขที่บัญชี 020047536181 สอบถามได้ที่ โทรศัพท์ 093-0469705
หิ่งห้อยหลายหมื่นตัวส่องแสงกลางทุ่งนาที่พิจิตร
ชาวบ้านตะลึงแห่ชมหึ่งห้อยหลายหมื่นตัว ส่องแสงเรืองรองกลางทุ่งนาร้าง ทั้งที่ไม่มีต้นลำภู และพบหิ่งห้อยเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน หลังจากพบเมื่อปีที่ผ่านมากว่าแสนตัว คาดเพิ่มขึ้นเรื่อยจนกว่าจะถึงเดือนธันวาคม
ที่จังหวัดพิจิตร ปรากฏการณ์หิ้งห้อยจำนวนมากหลายหมื่นตัวรวมตัวกันที่ทุ่งนาร้างในพื้นที่หมู่ที่ 2 บ้านโฉง ตำบลดงป่าคำ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โดยเมื่อคืนที่ผ่านมา มีชาวบ้านจำนวนมาก พากันเดินทางไปชมหิ่งห้อย ที่บริเวณหลังบ้านของ นายนิกร วงษ์โพธิ์ อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 22/1 หมู่ 2 บ้านโฉง ตำบลดงป่าคำ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ซึ่งเปิดเป็นอู่ซ่อมรถ และด้านหลังบ้านเป็นทุ่งนาร้างที่ถูกน้ำท่วมขัง และมีต้นข้าวขึ้นอยู่ประปราย โดยบริเวณทุ่งนากว้างประมาณ 13 ไร่ ได้มีหิ่งห้อยหลายหมื่นตัว บินวนส่งแสงระยิบระยับ อยู่เหนือต้นข้าว ทั่วบริเวณ เมื่อบวกกับความมืดทำให้มองคล้ายดวงดาวที่กำลังส่งแสงระยิบระยับ ไปทั่วท้องทุ่งนา ซึ่งเป็นภาพที่สวยงามสำหรับผู้ที่เดินทางมาชม
นายสมคิด ทองละมูล อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 กล่าวว่า พื้นที่เป็นพื้นที่ของญาติที่ตนเองเช่าเพื่อทำนา ช่วงนี้เป็นช่วงที่หยุดทำนาเนื่องจากเกรงว่าน้ำจะไม่พอ ทำให้นามีพื้นที่รกร้าง มีน้ำขังและมีหญ้าระมานเกิดขึ้น เมื่อกลางเดือนตุลาคมเริ่มมีหิ่งห้อยในแปลงนาแต่ยังไม่มากนัก และเริ่มเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ จนมีหลายหมื่นตัวในช่วงนี้ ในแต่ละคืนหิ่งห้อยจะออกมารวมตัวกันจำนวนมากโดยจะเริ่มตั้งแต่เวลา 18.00 น. ไปจนถึงเวลาประมาณ 22.00 น. และจากการรวมตัวกันจำนวนมากทำให้มีความสวยงามจากแสงระยิบระยับของดวงไฟในตัวหิ่งห้อยสร้างความประทับใจให้กับผู้พบเห็น
สำหรับการพบหิ่งห้อยในพื้นที่จังหวัดพิจิตรเริ่มพบจำนวนมากเมื่อปี 2557 ที่บริเวณดังกล่าวจะมีหิ่งห้อยมารวมตัวกันจำนวนมากกว่าแสนตัว ระยะเวลาหิ่งห้อยจะอยู่ประมาณ 2-3 เดือน โดยจะเริ่มเห็นจำนวนมากตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนธันวาคม โดยปีที่ผ่านมาในแต่ละคืนจะมีประชาชนที่สนใจทั้งในจังหวัดพิจิตร และจากทั่วประเทศมาเที่ยวชมเฉลี่ยวันล่ะ 400-500 คน
ส่วนจุดบริเวณที่ชมหิ่งห้อยได้อย่างใกล้ชิดและสวยงามจะเป็นบริเวณบ้านของนายนิกร ซึ่งเปิดเป็นอู่ซ่อมรถ อยู่บริเวณด้านหลังที่ทำการเทศบาลตำบลดงป่าคำ ซึ่งเจ้าของบ้านบอกว่า ประชาชนที่สนใจที่จะชมหิ้งห้อยสามารถที่จะเข้ามาชมในบริเวณบ้านของตนได้ วิธีการชมขอให้ความร่วมมือขอให้ชมด้วยความเรียบร้อย อย่าส่งเสียงดัง ต้องดับไฟทุกดวงให้มืด จึงจะเห็นแสงของหิ่งห้อย ถ้าเปิดไฟดวงใดดวงหนึ่งก็จะไม่เห็น เนื่องจากแสงไฟที่เปิดจะสว่างกว่าแสงของหิ่งห้อย แต่การถ่ายภาพนั้นจะมองไม่ค่อยเห็นต้องใช้กล้องคุณภาพสูง และจากการพบหิ่งห้อยจำนวนมากสร้างความตื่นเต้นให้กับประชาชนที่พบเห็นเพราะที่ผ่านมาการชมหิ่งห้อยต้องเดินทางไปดูถึงอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การถ่ายภาพเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากกล้องทั่วไปไม่สามารถมองเห็นภาพของแสงหิ่งห้อย เหมือนตาของมนุษย์เห็น ต้องใช้กล้องที่มีความสามารถสูงจึงจะมองเห็น โดยได้ทดลองจับหิ่งห้อยมาขังไว้ในแก้วใส เพื่อถ่ายภาพขนาดลำตัว พบว่าขนาดลำตัวใหญ่กว่าปีที่ผ่านมา เมื่อปิดไฟ มันจะส่งแสงออกมาที่ด้านท้อง แต่เพื่อเปิดไฟแสงจะหายไป และเมื่อถ่ายภาพเสร็จได้ปล่อยให้หิ่งห้อยกลับเข้าฝูงไปเหมือนเดิม
ข้อมูลจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ระบุว่า หิ่งห้อย หรือ ทิ้งถ่วง เป็นแมลงปีกแข็งในวงศ์ Lampyridae ในอันดับ Coleoptera ทั่วทั้งโลกมีหิ่งห้อยประมาณ 2,000 ชนิด คำว่า “หิ่งห้อย” นี้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน อธิบายไว้สั้นๆ ว่า แมลงชนิดหนึ่ง มีแสงเรืองๆ ที่ก้น
ทิ้งถ่วงตัวเต็มวัยเพศผู้มีปีก ส่วนเพศเมียมีทั้งมีปีกและไม่มีปีก ทิ้งถ่วงมีอวัยวะทำแสงอยู่บริเวณส่วนท้องด้านล่าง เพศผู้มีอวัยวะทำแสง 2 ปล้อง เพศเมียมี 1 ปล้อง แต่บางชนิดตัวเต็มวัยเพศเมียมีรูปร่างลักษณะคล้ายหนอน มีอวัยวะทำแสงด้านข้างของลำตัว เกือบทุกปล้องแสงของทิ้งถ่วงเกิดจากปฏิกิริยาของสารลูซิเฟอริน (Luciferin) ที่อยู่ในอวัยวะทำแสงกับออกซิเจน มีเอนไซม์ลูซิเฟอเรส (Luciferase) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา และมีสารอดีโนซีนไตรฟอสเฟต (Adenosine Triphosphate,ATP) เป็นตัวให้พลังงานทำให้เกิดแสง ทิ้งถ่วงกะพริบแสงเพื่อการผสมพันธุ์และสื่อสารซึ่งกันและกัน
หิ่งห้อย นับว่าเป็นแมลงที่มีคุณลักษณะพิเศษ คือสามารถบ่งชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์และสมดุลของธรรมชาติได้ โดยเฉพาะมีคุณสมบัติที่สามารถใช้เป็น “ตัวห้ำ” ในการควบคุมศัตรูพืชตามหลักการทางชีวภาพ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่การเกษตรกรรม ซึ่งเป็นวิถีชีวิตหลักของคนไทย
วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2558
พื้นที่ลุ่ม กักเก็บน้ำเป็นน้ำต้นทุนทำนาช่วงแล้ง
เกษตรกรชาวนาปิดประตูระบายน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ กักเก็บน้ำไว้ในพื้นที่นาข้าว เพื่อใช้เป็นน้ำต้นทุนในการทำนา ในช่วงหน้าแล้ง
ประตูระบายน้ำ คลองสินเธาว์ ที่เชื่อมทุ่งนาในพื้นที่ตำบลบางไผ่ อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร กับแม่น้ำน่านยังคงถูกปิดสนิทเพื่อเก็บกักน้ำหลังมีฝนตกในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ทำให้บริเวณทุ่งนาว่างเปล่า เต็มไปด้วยน้ำ ประชาชนรวมถึงเกษตรกรใช้วิธีเก็บกักน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำในนาข้าวที่มีพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ เพื่อใช้เป็นน้ำต้นทุนในการทำการเกษตรที่จะเริ่มในช่วงต้นเดือนธันวาคม
สำหรับการเก็บกักน้ำในพื้นที่ทุ่งนาที่เก็บเกี่ยวแล้วเป็นวิธีที่เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มริมแม่น้ำน่าน จังหวัดพิจิตรใช้กัน เนื่องจากสามารถลดผลกระทบในช่วงฤดูน้ำหลากที่พื้นที่ลุ่มจะกลายเป็นแก้มลิงธรรมชาติและยังเก็บกักน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในการทำการเกษตรที่จะเริ่มในช่วงต้นเดือนธันวาคมจนถึงช่วงฤดูแล้ง รวมทั้งเป็นการหารายได้อีกทางหนึ่งจากการทำประมงพื้นบ้านที่ประชาชนจะออกจับปลาน้ำจืดเป็นอาหารเพื่อเก็บไว้รับประทานและจำหน่ายสร้างรายได้อีกด้วย
ชาวนาฉีดยาป้องกันโรคข้าว จากสภาพอากาศที่เริ่มเย็นลง
ชาวนาพิจิตรต้องฉีดยาป้องกันโรคเชื้อราน้ำค้าง หลังจากอากาศเปลี่ยนแปลงจากฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาว
ชาวนาเขตอำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร ต้องนำอุปกรณ์ฉีดยา ทำการฉีดสารเคมีให้กับข้าวที่กำลังทำการเพาะปลูกเพื่อป้องกันโรคข้าว ซึ่งขณะนี้ที่เป็นช่วงอากาศเย็นลงอากาศเปลี่ยนจากฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาว ส่งผลทำให้พืชผลทางการเกษตรติดต่อการเกิดโรคในต้นข้าวได้ง่าย ในช่วงเช้าจะมีหมอกและน้ำค้าง โดยชาวนาต้องเร่งทำการฉีดพ่นยาสารเคมีป้องกันความเสียหายของต้นข้าว เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อราน้ำค้าง และโรคใบไหม้ ในระยะนี้
กรมอุตุนิยมวิทยา ได้แจ้งเตือนสภาพอากาศ เนื่องจากอุณหภูมิจะมีการเปลี่ยนแปลง มีอุณหภูมิลดลงในช่วงเช้าพร้อมฝากเตือนเกษตรกรควรดูแลตนเอง รวมทั้งปรับปรุงดูแลสัตว์เลี้ยงเพื่อป้องกันอากาศที่จะหนาวเย็นลง สภาพอากาศมีความชื้นสูง เกษตรกรควรระวังและป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราในพืชผักเช่น โรคราน้ำค้างและราสนิม ที่จะเกิดจากพืชผลทางการเกษตรด้วย
ภัยแล้ง ส่งผลกระทบดอกบัวในช่วงออกพรรษาผลผลิตน้อย
สถานการณ์ที่แล้งในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ส่งผลกระทบต่อพื้นที่แหล่งดอกบัว นาบัวในพื้นที่เขตรอบบึงสีไฟ ตำบลคลองคะเชนทร์ อำเภอเมืองพิจิตร ประชาชนที่มีอาชีพทำนาบัว เพื่อจำหน่ายฝักบัวและดอกบัว ที่ใช้ในงานพิธีทางพระพุทธศาสนา ช่วงเทศกาลออกพรรษาในปี้นี้ดอกบัวผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยมาก จึงทำให้เกษตรกรที่เคยมีรายได้จากการเก็บดอกบัวจำหน่าย ในช่วงออกพรรษาที่เคยมีรายได้กว่า ประมาณ 1,000 บาท ลดลงจากเดิม เหลือเพียง 500 บาท
สำหรับนาบัวที่เสียหายจากสถานการณ์ภัยแล้งส่งผลกระทบต่อจำนวนของฝักบัวที่เกษตรกรเคยเก็บขายสร้างรายได้ และยังส่งกระทบดอกบัวที่ไว้สำหรับบูชาพระลดลง
วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2558
ผู้ปกครองนำเด็กเล็ก รอบเหมืองทอง ตรวจเลือด
ผู้ปกครองนำเด็กซึ่งอาศัยอยู่รอบเหมืองทองเข้ารับการตรวจเลือดจำนวนมาก หลังครั้งที่ผ่านมาพบเด็กร้อยละ 70 มีสารโลหะหนักในร่างกายสูง หวั่นกระทบคุณภาพชีวิตในอนาคต
ที่วัดดงหลง ตำบลท้ายดง อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้ปกครองทั้งในพื้นที่จังหวัดพิจิตร เพชรบูรณ์ นำเด็กเข้ารับการตรวจเลือดและปัสสาวะ ซึ่งคณะนักวิชาการมหาวิทยาลัยรังสิต สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรมร่วมกับ DSI และ กระทรวงสาธารณสุข พร้อมทั้งหน่วยราชการในพื้นที่จังหวัดพิจิตร เพชรบูรณ์ พิษณุโลก ลงพื้นที่เจาะเลือดและตรวจปัสสาวะประชาชนที่เคยพบว่ามีความผิดปกติและมีสารโลหะหนักในร่างกายเกินค่ามาตรฐาน ประชาชนที่อยู่ในสภาวะเสี่ยง และเด็กที่มี DNA ผิดปกติ รวมถึงเด็กที่ต้องการตรวจใหม่ โดยบรรยากาศทั่วไปมีประชาชนที่อยู่รอบเหมืองเดินทางมาเข้ารับการตรวจในวันแรกมากว่า 250 คน เป็นเด็กจำนวน 50 คน ซึ่งเป็นปริมาณที่เกินกว่าที่กำหนดไว้ว่าคาดว่าจะตรวจไม่เกิน 200 คน
นางมาลี สุวรรณ์ อายุ 32 ปี ชาวบ้านหมู่ที่ 3 ตำบลเขาเจ็ดลูก อำเภอทับคล้อ กล่าวว่า วันนี้เดินทางมาตรวจโดยตรวจตนเองและครอบครัว รวมไปถึงลูกชายอายุ 2 ขวบ 6 เดือน ที่พบว่ามีแมงกานีสสูงในร่างกาย ที่ผ่านมาสงสัยว่าสารโลหะหนักเกิดขึ้นจากอะไรเพราะตนเองและครอบครัวซึ่งอาศัยอยู่ห่างจากเหมืองทองคำเพียง 300 เมตร พบสารโลหะหนักทั้งหมด
ดร.สมิธ ตุงคะสมิต อาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การลงพื้นที่ของคณะทำงานเป็นไปตามนโยบาย 5 ฝ่ายที่ตั้งขึ้นเพื่อร่วมแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยลงพื้นที่ตรวจซ้ำหลังจากครั้งที่ผ่านมามีการดำเนินการตรวจไปแล้ว 800 ตัวอย่าง ซึ่งพบว่าส่วนมากมีสารโลหะหนัก เช่น แมงกานีสและสารหนูสูงกว่ามาตรฐานกำหนด สิ่งที่คณะทำงานเป็นห่วงคือการพบสารโลหะหนักในเด็ก เพราะครั้งที่ผ่านมาเราตรวจพบมีเด็กมีสารโลหะหนักในร่างกายจำนวนมากโดยจาก 100 ตัวอย่าง พบ 70 ราย ที่มีสารโลหะหนักเกินกว่ามาตรฐานกำหนด การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการตรวจซ้ำเพื่อเป็นข้อมูลให้กับคณะกรรมการ 5 ฝ่ายนำไปใช้ในการแก้ปัญหา โดยเราจะนำเลือดและปัสสาวะส่งพิสูจน์ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีและกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อเป็นการยืนยันข้อมูลว่าถูกต้องเที่ยงตรง โดยคาดว่าจะใช้เวลา 1-2 เดือนก็จะทราบผล
ดร.สมิธ กล่าวอีกว่า การพบสารโลหะหนักทั้งแมงกานีสและสารหนู หากมีปริมาณมากในเด็ก ก็จะส่งผลกระทบโดยเฉพาะระยะยาว ที่ร่างกายของเด็กจะไม่สมบูรณ์ มีโอกาสที่จะเกิดโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง รวมถึงโรคมะเร็งสูง อีกทั้งกระทบกับการเจริญพันธุ์ในระยาว ซึ่งหากมีการสะสมเพิ่มขึ้นเกินกว่ามาตรฐานก็จะยิ่งส่งผลกับเด็กๆรุนแรงและเร็วขึ้น
สำหรับการลงพื้นที่เพื่อเจาะเลือดประชาชนในพื้นที่รอบเหมืองทองเป็นไปตามมาตรการการแก้ปัญหาผู้ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองทองคำ ของบริษัท อัครารีซอสเซส จำกัด (มหาชน) ที่ประชาชนสงสัยว่าเป็นต้นเหตุของการเกิดปัญหา โดยเฉพาะต่อสุขภาพประชาชน ที่มีการตรวจพบสารโลหะหนัก เช่น สารหนู แมงกานีส จนเป็นที่มาของการคลี่คลายปัญหาโดยการเจาะเลือด และตรวจปัสสาวะประชาชน โดยทำการตรวจระหว่างวันที่ 17-18 ตุลาคม ซึ่งคาดว่าจะมีประชาชนไม่ตกว่า 600 ราย เข้ารับการตรวจในครั้งนี้
ผู้ว่าฯ พิจิตร ช่วยเหลือบ้านไม้ไฟไหม้ 2 หลัง
ผู้ว่าฯพิจิตร พร้อมหน่วยงานจากหลายภาคส่วน ลงพื้นที่ อ.วชิรบารมี เพื่อมอบความช่วยเหลือแก่ราษฎรที่ถูกเพลิงไหม้บ้านวอดเสียหายทั้งหลัง จำนวน 2 หลัง
เมื่อกลางดึก ของคืนวันที่ 17 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา เกิดเหตุเพลิงไหม้ บ้านไม้ทั้ง 2 หลังปลูกอยู่ติดกันจึงทำให้ไฟลุกลามไหม้วอดทั้งหลัง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงทั้งจาก สนง.ปภ.พิจิตร อบต.บ้านนา อบต.หลองหลุม และเทศบาลตำบลสามง่าม จังหวัดพิจิตร ได้ช่วยกันระดมดับเพลิง แต่เนื่องจากบ้านเป็นบ้านไม้ และทางเข้าที่เกิดเหตุ คับแคบ รถดับเพลิงเข้าไปด้วยความยากลำบาก จึงทำให้ไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็ว และใช้เวลาควบคุมเพลิง นานกว่า 2 ชั่วโมง
โดยเพลิงได้ลุกไหม้บริเวณบันไดบ้าน ก่อนที่จะลุกลามเผาไหม้ บ้านเลขที่ 100/1 หมู่ที่ 2 ต.บ้านนา อ.วชิรบารมี จ.พิจิตร ซึ่งเป็นบ้านของนางเยื้อน สังข์ทอง และบ้านเลขที่ 100/4 บ้านของนางจิตติมา มีปราง ซึ่งปลูกอยู่ติดกันได้ถูกเพลิงไหม้วอดเสียหายทั้ง 2 หลัง มีทั้งทองรูปพรรณ น้ำหนัก 4 บาท อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายรายการและบ้านที่เป็นไม้ทั้งหลังรวมเป็นมูลค่ากว่า 340,000 บาท
ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2558 นางฉัตรพร ราษฎร์ดุษดี ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร พร้อมด้วยหน่วยงานจากหลายภาคส่วน ประกอบด้วย คณะสงฆ์จังหวัดพิจิตร เหล่ากาชาดจังหวัดพิจิตร กองกำลังรักษาความสงบ มณฑลทหารบกที่ 36 สนง.ปภ.พิจิตร สนง.พัฒนาสังคมฯ ศูนย์ช่วยเหลือคนไร้ที่พึ่ง อบต.บ้านนาและอีกหลายภาคส่วนในพื้นที่ ได้มอบเงิน พร้อมชุดธารน้ำใจจากกาชาดพร้อมความช่วยเหลือจากหน่วยงานและภาคส่วนต่างๆข้างต้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ให้กำลังใจผู้ประสบเหตุ พร้อมมอบเงินส่วนตัว และรับปากจะสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความเยียวยา ช่วยเหลือ ตามระเบียบราชการอย่างเร่งด่วน ต่อไป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



































