รายการถ่ายทอดสด



เทปบันทึกรายการ : ผ่านทาง YouTube

ข่าวเด่น ในรอบ 7 วัน

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภัยแล้ง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภัยแล้ง แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2563

ป่ามะคาบ แล้ง ขาดน้ำ ปล่อยทิ้งต้นข้าวยืนต้นตาย



ชาวนาในพื้นที่หมู่ที่ 10 ตำบลป่ามะคาบ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ปล่อยทิ้งต้นข้าวยืนต้นตาย  หลังไม่มีน้ำล่อเลี้ยงต้นข้าว ถึงแม้จะเป็นพื้นที่ในเขตชลประทานที่มีขนาดเล็กแต่ก็ไม่สามารถหาแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงต้นข้าวได้


สถานการณ์ภัยแล้ง ในพื้นที่จังหวัดพิจิตรยังคงส่งผลสร้างความเสียหาย ให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรชาวนาในพื้นที่หมู่ที่ 10 ตำบลป่ามะคาบ  อำเภอเมือง  จังหวัดพิจิตร 






แม้ว่าจะเป็นแหล่งในเขตชลประทานที่มีขนาดเล็กแต่กรมชลประทานไม่สามารถปล่อยน้ำเข้าสู้ระบบได้เนื่องจากแหล่งน้ำต้นทุนเหลือน้อยไม่พอจ่ายน้ำสำหรับเพื่อทำการเกษตร  เกษตรกรชาวนาจึงไม่สามารถหาแหล่งน้ำที่จะมาหล่อเลี้ยงต้นข้าวได้จึงจำเป็นต้องปล่อยต้นข้าวให้แห้งเหี่ยวตายคาแปลงนา บนแปลงนากว่า 20  ไร่ 




เนื่องจากไม่มีแหล่งน้ำไว้เพื่อใช้ในการทำการเกษตร ไม่มีฝนตกในช่วงนี้ จึงไม่สามารถรักษาต้นข้าวที่เพาะปลูกเอาไว้  ไม่มีแหล่งน้ำ ผิวดิน ใต้ดิน ประกอบกับฝนที่ทิ้งช่วง  จึงไม่สามารถหาน้ำมาทำการรักษาต้นข้าวที่เพาะปลูกให้ครบอายุเก็บเกี่ยวได้ ชาวนาจึงจำเป็นต้องปล่อยทิ้งต้นข้าวให้แห้งเหี่ยวตาย 



สำหรับพื้นที่หมู่ที่10 ตำบลป่ามะคาบ อำเภอเมือง  จังหวัดพิจิตร เป็นอีกพื้นที่ ที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ถึงแม้จะอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานที่มีขนาดเล็ก  และไม่มีแหล่งเก็บน้ำขนาดใหญ่ของหมู่บ้าน จึงทำให้เกิดสภาวะภัยแล้ง และส่อเคล้าจะแล้งรุนแรงกว่าทุกปี










วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2563

พิจิตร ขุดบ่อบาดาลตามน้ำใต้ดิน 20,000 บาท อาชีพหน้าแล้ง



ชาวบ้านรวมตัวกันออกรับจ้างขุดบ่อบาดาลหาน้ำใต้ดิน 

หลังระดับน้ำใต้ดินลดลง อาชีพที่เสี่ยง หารายได้ในช่วงหน้าแล้ง  

จากสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบกับการทำเกษตรไม่ได้  ชาวบ้านที่มีความสามารถในการขุดหาน้ำใต้ดิน  ออกรับจ้างขุดบ่อบาดาล โดยชาวบ้าน อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร  รวมตัวกัน ออกรับจ้างขุดบ่อบาดาลตามน้ำใต้ดิน  ซึ่งมีอุปกรณ์ จอบ เสียบ กระถางใส่ดิน ที่นำมาเป็นอุปกรณ์ในการขุด โดย ในการขุดบ่อบาดาล แต่ และ บ่อ จะรวมตัวกัน 3-4 คน โดยแบ่งหน้าที่ในการรับจ้าง มีทั้ง คนลงไปขุดในบ่อดิน และ คนที่ดึงลอกนำดินขึ้นมาจากบ่อ เพื่อนำวงบ่อซีเมนต์ ลงไปในชั้นใต้ดิน เพื่อทำการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ในใต้ดิน  ให้ใกล้กับระดับน้ำที่ลดระดับลงมากที่สุด  เพื่อทำการสูบน้ำขึ้นมาทำการเกษตร   


โดย นายวัชระ พรหมจิ๋ว ชาวบ้าน ตำบลเนินสว่าง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร   ระบุว่า การขุดบ่อบาดาล จะทำการขุดชั้นดิน ให้ลึกลงไปได้ระดับความลึกแต่ละบ่อ โดยในบ่อนี้ จะขุดลึกลงไป ในระดับความลึก   10 ศอก  หรือประมาณ 5-6 เมตร ซึ่งหลังจากที่ขุดลงไปแล้ว จะนำวงบ่อซีเมนต์ วางในชั้นดิน จากนั้นจะทำการติดตั้งเครื่องสูบน้ำในพื้นดิน เพื่อให้ใกล้ดับน้ำใต้ดินมากที่สุด เพื่อสูบน้ำขึ้นมา หลัง จากระดับน้ำใต้ดินมีระดับที่ลดลงจากภัยแล้ง 
ซึ่งในการขุดชั้นดิน ถือว่าเสี่ยง เนื่องจาก บางพื้นที่มีทั้งดินพังลงมา รวมถึงแก็สในชั้นใต้ดิน  จึงต้องมีความชำนาญ รวมไปถึง เครื่องทำอากาศ ที่ติดตั้งท่อ  ลงไปในบ่อดิน เพื่อป้องกันการขาดอากาศหายใจ โดยในการขุดและครั้ง จะได้ค่าจากในการขุด คิดเป็นระดับความลึก ในราคา ศอกละ 600 บาท   ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลา 3-5 วัน  ก็จะนำรายได้ 10,000-20,000 บาท มาแบ่งกัน ตามความยากง่าย และ ระดับความลึกของบ่อน้ำ 


สำหรับการขุดบ่อบาดาล ตามระดับน้ำใต้ดิน ถือว่าเป็นอีก วิธีหนึ่ง ที่เกษตรกรนำมาปรับใช้ เพื่อตามระดับน้ำใต้ดิน ที่ลดระดับลง ในช่วงฤดูแล้ง  จึงทำให้เกษตรกรต้องจ้างแรงงาน ทำการขุดหาน้ำใต้ดิน  จึงทำให้เกิดจ้างแรงงานขุดบ่อบาดาล  ในช่วงนี้  ซึ่งรายได้จากการรับจ้าง ซึ่งถือว่า เป็นการหารายได้ ทดแทน การทำการเกษตรไม่ได้ ในช่วงหน้าแล้ง ให้กับครอบครัว ซึ่งเกษตรกรที่สนใจ สามารถติดต่อ
ผู้รับจ้างขุดบ่อบาดาลได้ที่ เบอร์โทรศัพท์ 063-9326379






วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

พิจิตร แล้งจัดต้นมะม่วงอายุ 3 เดือนยืนต้นตาย



พิจิตรสถานการณ์ภัยแล้งที่มาไวกว่าทุกปี ส่งผลให้ต้นมะม่วงที่อายุ 3 เดือนเริ่มทยอยยืนต้นตาย เนื่องจากทนกับภัยแล้ง และ อากาศที่ร้อนไม่ไหว หลังจากที่สภาพอากาศอากาศที่ร้อนและ แล้ง หนัก
สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ยังคงทวีความรุนแรงจนสร้างความเสียหายอย่างต่อเนื่อง ความรุนแรงของภัยแล้งส่งผลให้ต้นมะม่วงที่ปลูกไว้อายุ 3 เดือนเริ่มทยอยยืนต้นตาย สวนมะม่วง ของเกษตรกรที่ตำบลวังทับไทร  อำเภอสากเหล็ก ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกมะม่วงแหล่งใหญ่ที่สุดของจังหวัดพิจิตรเริ่มทยอยยืนต้นตายจากการขาดน้ำเนื่องจากสภาพอากาศที่แล้งและร้อนจัด แหล่งน้ำธรรมชาติที่แห้งขอด ฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน ส่งผลให้ต้นมะม่วงที่เกษตรกรเพิ่งเริ่มปลูกเอาไว้เพื่อหวังสร้างรายได้ บางส่วนต้องแห้งเหี่ยวยืนต้นตาย เนื่องจากสภาวะฝนทิ้งช่วง อากาศที่ร้อน และ ภัยแล้งที่ยาวนาน ทำให้ ต้นมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ที่เกษตรกรปลูกไว้ จำนวน เกือบ 100 ต้น ทยอยยืนต้นตาย เนื่องจากทนกับภัยแล้ง และ อากาศที่ร้อนไม่ไหว เกษตรกรต้องเร่งทำการรดน้ำเพื่อรักษา ต้นมะม่วงที่เหลืออยู่ รอดจากภัยแล้ง 

สำหรับ พื้นที่ ตำบลวังทับไทร  อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตรถือว่าเป็นแหล่งปลูกมะม่วง น้ำดอกไม้สีทอง ส่งออก ที่สำคัญของจังหวัดพิจิตร ที่เกษตรกรนิยมปลูกกันมาก เกษตรกรชาวสวนส่วนใหญ่ยังได้รับผลกระทบ จากฝนทิ้งช่วง และน้ำต้นทุนที่ทยอยแห้งเหลือน้อยลง ในช่วงนี้





วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563

พิจิตร ล่าสมบัติแม่น้ำยม


พิจิตรแม่น้ำยมตอนบน เขตรอยต่อ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก แห้งจนเห็นสันดอนพื้นทรายกลางแม่น้ำ ขณะที่ ระดับน้ำลดลง ส่งผลกระทบปลาหน้าวัดเขตอภัยทาน ขาดน้ำ  ขณะที่ ชาวบ้านรวมตัวออกหาสมบัติ โดยใช้เครื่องตรวจวัตถุ  ในแม่น้ำยมที่แห้งขอด พบของมีค่าเก่า เหรียญเก่า ของสะสม 
ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดพิจิตร ว่า”  ระดับน้ำในแม่น้ำยม ในพื้นที่ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร เขตติดต่อ กับ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก โดยแม่น้ำยม ลดลงอย่างรวดเร็ว จนเห็นสันดอนกลางแม่น้ำ และหาดทรายบริเวณท้องแม่น้ำ ขณะที่แหล่งน้ำในแม่น้ำยม หน้าวัดศรีศรัทธาราม ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นเขตอภัยทาน แหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ ระดับน้ำได้ลดลงเหลือเพียง 30 เซนติเมตร ชาวบ้านเกรงว่า หากระดับที่ลดลง จะส่งผลกระทบกับแหล่งปลาหน้าวัด  และชาวบ้าน 2 ริมฝั่งแม่น้ำยม ที่เกรงว่าน้ำต้นทุนจะไม่เพียงพอ ต่อการน้ำอุปโภค และน้ำบาดาลใต้ดิน ใช้ผลิตประปา ที่ลดระดับลง  ซึ่งน้ำในแม่น้ำยมที่แห้งเร็วกว่าทุกปี
ในส่วนที่ บริเวณแม่น้ำยม หมู่ที่ 2  บ้านวังแดง อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร  ซึ่งประสบปัญหาแม่น้ำยมน้ำแห้งขอดจนเห็นผืน ทรายท้องแม่น้ำเป็นแนวยาว     ชาวบ้านจากอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมีพื้นที่ติดต่อกันกับจังหวัดพิจิตร พลิกวิกฤติเป็นโอกาสรวมตัวกันออกหาสมบัติของมีค่า ในแม่น้ำยมที่แห้งขอด   ในแม่น้ำยมที่แห้งขอด  โดยใช้เครื่องตรวจจับโลหะ ที่ฝังอยู่ใต้ทองแม่น้ำยม   ซึ่งเมื่อเครื่องตรวจจับโลหะ แสดงตัวเลข และ เสียง พบโลหะ จะใช้ จอบขนาดเล็ก ขุดตรงที่หาวัตถุเจอ  ซึ่งก็พบของมีค่า ทั้งทองรูปพรรณ พระเครื่อง  เหรียญสตางค์ในสมัยต่าง และเครื่องรางของมีค่าต่างๆ จำนวนมาก เช่น เพื่อนำไปจำหน่ายให้กับนักสะสมและผู้ชื่นชอบเป็นการสร้างรายได้ในช่วงที่น้ำลด
นาย อุเทน พูลสวัสดิ์  ชาวอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก  ชาวบ้านที่ออกหาของมีค่า กล่าวว่า เป็นชาวอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ร่วมตัวกัน 3-4คน เพื่อออกมาหาของมีค่าในแม่น้ำยมที่แห้ขอด โดยจะเลือกบริเวณที่เคยเป็นจุดที่เป็นชุมชนในอดีต ที่บางจุดเป็นที่ตั้งของเรือนแพ เพื่อหาของมีค่า โดยครั้งนี้สิ่งที่พบ ส่วนมากจะเป็นเหรียญสตางค์รู  ในสมัยต่าง พระเครื่อง ถ้าโชคดี จะพบทั้งทองรูปพรรณ ต่างหู  ซึ่งจมประปนอยู่กับกวดทรายบริเวณท้องแม่น้ำ มีมูลค่าหลายหมื่นบาท

สำหรับแม่น้ำยมที่ไหลผ่านพื้นที่อำเภอของจังหวัดพิจิตร คือ อำเภอสามง่าม โพธิ์ประทับช้าง บึงนาราง และ อำเภอโพทะเล ล่าสุดระดับน้ำได้ลดลงอย่างรวดเร็ว จนแห้งขอดลง จนเห็นพื้นทรายในแม่น้ำยม  โดยเฉพาะ ในเขตอำเภอสามง่าม  และ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง ทั้งในช่วงตอนบน และ ตอนกลางของแม่น้ำยม ที่ระดับน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ปลายปี




วันอังคารที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2563

ตายเกลื่อน แม่น้ำยมแห้งต่อเนื่อง



พิจิตรแม่น้ำยมแห้งต่อเนื่อง ส่งผลให้ สัตว์น้ำ ที่อาศัยบริเวณแหล่งน้ำหน้าวัดเขตอภัยทาน  โดยเฉพาะหอย ที่อาศัยในแหล่งน้ำในแม่น้ำยม ขึ้นตายเกลื่อน ส่งผลระบบนิเวศน์ทางน้ำ เสี่ยงสูญพันธุ์ ขณะที่เกษตรกรปลูกแตงโม พืชใช้น้ำน้อยแทนการทำนาในช่วงหน้าแล้ง ประสบปัญหาหลังราคาแตงโมตกต่ำ
วันที่ 28 มกราคม 2563 สถานการณ์ภัยแล้งในเขตพื้นที่จังหวัดพิจิตร ยังคงส่งผลกระทบ โดยเฉพาะแม่น้ำยมในพื้นที่เขตอภัยทาน หน้าวัดศรีศรัทธาราม  ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อจากอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก โดยระดับน้ำในแม่น้ำยมที่ไหลผ่าน ยังคงแห้งขอด ตลอดทั้งลำน้ำ ส่งผลกระทบกับสัตว์น้ำ โดยเฉพาะบรรดาหอยกาบ ที่อาศัยอยู่จำนวนมาก อยู่บริเวณหน้าวัดขาดน้ำ ขึ้นมาตายเกลื่อนในท้องแม่น้ำยม  เนื่องจากระดับน้ำได้แห้งขอด และ มีอุณหภูมิที่ร้อนขึ้น อย่างต่อเนื่อง  ส่งผลกับระบบนิเวศน์ทางน้ำ และ สัตว์น้ำในแม่น้ำยม เสี่ยงสูญพันธุ์


ซึ่งล่าสุดระดับน้ำได้ลดลงเหลือเพียงแอ่งน้ำเพียงเล็กน้อย ที่ยังพอมีน้ำให้สัตว์น้ำ ปลา และ หอย ได้อาศัยอยู่  ชาวบ้านเกรงว่า หากระดับที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม   จะส่งผลกระทบกับแหล่งสัตว์น้ำหน้าวัด ตายหมดเสี่ยงสูญพันธุ์ และชาวบ้าน ริมฝั่งแม่น้ำยม ที่เกรงว่าน้ำต้นทุนจะไม่เพียงพอ ต่อการน้ำอุปโภค และน้ำบาดาลใต้ดิน ใช้ผลิตประปา ที่ลดระดับลง  ซึ่งน้ำในแม่น้ำยมที่แห้งเร็วกว่าทุกปี


ขณะที่เกษตรกร ตำบลบ้านบุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ที่หันปลูกแตงโมแทนการทำนาในช่วงหน้าแล้งในพื้นที่ ทำการเก็บผลผลิตลูกแตงโม เพื่อนำมาขายให้กับพ่อค้าที่มารับซื้อ แต่ก็ต้องกำลังประสบปัญหาเรื่องของราคาแตงโมที่กำลังตกต่ำเหลือแค่กิโลกรัมละ5บาท  แต่ก็ต้องจำใจต้องขายเพราะถึงเวลาตัดถ้าไม่ตัดขายอาจจะทำให้ลูกแตงโมเน่าเสียคาต้นส่งผลให้ขาดทุนในการปลูก หลายหมื่นบาท 
นางเพ็ญ คะระนันท์ เกษตรกรตำบลบ้านบุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า”  ตนเองปลูกแตงโมในพื้นที่กว่า10ไร่โดยลงทุนไปทั้งหมดกว่า 1 แสนบาทโดยบอกว่าราคาของแตงโมในปีนี้ตกต่ำมากเลยเหลือแค่กิโลกรัมละ 5 บาท ซึ่งแตกต่างจากปีที่ผ่านมา  แต่เกษตรกรก็ต้องจำใจที่ต้องตัดแตงโมขายในราคาที่ถูก เพราะถ้าไม่ตัดขายอาจจะทำให้ลูกแตงโมเน่าเสียหายขาดทุนเสียหายมากไปกว่านี้ อยากให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หาแนวทางช่วยเหลือ หลังจากที่รณรงค์ป,กพืชใช้น้ำน้อยแทน แต่ ผลผลิจออกมากับเจอปัญหาราคาตกต่ำ 

ชาวนาพิจิตร ปลูกพืชใช้น้ำน้อย ประสบปัญหา ราคาแตงโมตกต่ำ


เกษตรกรที่ปลูกแตงโม พืชใช้น้ำน้อยแทนการทำนาในช่วงหน้าแล้ง ประสบปัญหาหลังราคาแตงโมตกต่ำเหลือแค่กิโลกรัมละ5บาท
เกษตรกรที่ปลูกแตงโมแทนการทำนาในช่วงหน้าแล้งในพื้นที่ ตำบลบ้านบุ่ง อำเภอเมืองพิจิตร ทำการเก็บผลผลิตลูกแตงโม เพื่อนำมาขายให้กับพ่อค้าที่มารับซื้อ แต่ก็ต้องกำลังประสบปัญหาเรื่องของราคาแตงโมที่กำลังตกต่ำเหลือแค่กิโลกรัมละ5บาท  แต่ก็ต้องจำใจต้องขายเพราะถึงเวลาตัดถ้าไม่ตัดขายอาจจะทำให้ลูกแตงโมเน่าเสียคาต้นส่งผลให้ขาดทุนนับแสนบาท
นางเพ็ญ คะระนันท์ เกษตรกรที่ปลูกแตงโม  เล่าว่า ตนเองปลูกแตงโมในพื้นที่กว่า10ไร่โดยลงทุนไปทั้งหมดกว่า 1 แสนบาทโดยบอกว่าราคาของแตงโมในปีนี้ตกต่ำมากเลยเหลือแค่กิโลกรัมละ 5 บาท ซึ่งแตกต่างจากปีที่ผ่านมา  แต่เกษตรกรก็ต้องจำใจที่ต้องตัดแตงโมขายในราคาที่ถูก เพราะถ้าไม่ตัดขายอาจจะทำให้ลูกแตงโมเน่าเสียหายขาดทุนเสียหายมากไปกว่านี้
สำหรับตำบลบ้านบุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร เป็นพื้นที่อยู่นอกเขตชลประทาน โดยการปลูกแตงโมของเกษตรกร นับว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ ในการปลูกทดแทนการทำนาข้าว โดยใช้เวลาเพียง 2 เดือนก็สามารถเก็บผลผลิตขายได้ โดยรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ไร่ละ 10,000 บาท แต่ปัจจุบันจากที่ทางภาครัฐมีการส่งเสริมปลูกพืชใช้น้ำน้อยทดแทนการทำนา ทำให้ผลผลิตออกจำนวนมาก จึงทำให้แตงโมราคาตกต่ำทำให้เกษตรกรที่ปลูกแตงโมต้องขาดทุน และ มีรายได้น้อยลงกว่าครั้งที่ผ่านมา








วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2563

พิจิตร สู้แล้งปลูกดาวเรืองสร้างรายได้


พลิกวิกฤติสู้ภัยแล้ง เกษตรกรหันมาปลูกดาวเรืองพืชใช้น้ำน้อย ใช้เวลาเพียง 65 วัน สามารถตัดดอกจำหน่าย สร้างรายได้ ดี ในช่วงต้นทุนน้ำจำกัด
ดอกดาวเรือง ที่กำลังออกดอกเหลืองอร่าม บานสะพรั่ง รวมถึงเกล่าบรรดาผึ้ง และ ผีเสื้อ ที่มากินน้ำหวานจากเกสร ของดอกดาวเรือง ในพื้นที่กว่า 2 ไร่ ของเกษตรกรในตำบลคลองคะเชนทร์ อำเภอเมืองพิจิตร  ที่นำพื้นที่ว่างเปล่า มาทำการปลูกดาวเรือง ซึ่งเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย ตัดเก็บดอกจำหน่าย ซึ่งใช้เวลาปลูกเพียง 65 วัน ก็สามารถตัดเก็บดอกจำหน่าย ครั้งละกว่า 10,000 ดอก(หนึ่งหมื่นดอก)   สร้างรายได้ วันละ 5000-6000 บาท ต่อการตัดหนึ่งครั้ง   
นางมณี ชมญาติ เกษตรกรที่ปลูกดาวเรือง  เล่าว่า  นำพื้นที่จำนวน 2 ไร่  ลงทุนปลูกดาวเรือง โดยใช้เวลาปลูก 65 วัน ก็สามารถเริ่มตัดดอกจำหน่ายได้ ส่วนการดูแลโดยการให้น้ำปริมาณที่น้อย กว่า การปลูกข้าวโพด ป้องกันแต่โรคเชื้อรา  ส่วนการตัดดอก จะตัดทุก 3 วัน ตัดเก็บดอกขายให้กับพ่อค้าที่มารับซื้อสร้างรายได้
สำหรับการปลูกดาวเรืองเพื่อตัดดอกขาย ถือว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ดีแต่สิ่งที่สำคัญคือการดูแลเพราะต้องหมั่นเอาใจใส่ดูแลอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ผลผลิตออกมาสมบูรณ์ที่สุด ส่วนราคาอยู่ที่ความต้องการของตลาด ในราคา ดอกละ 50 สตางค์ ตามขนาดความใหญ่ของดอก สามารถสร้างรายได้ของพืชทางเลือก ในช่วงน้ำต้นทุนมีจำนวนจำกัด 

วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2563

พิจิตร แล้งจัดลงทุนเจาะบ่อบาดาลเลี้ยงสวนส้มโอ


สถานการณ์ที่แล้งจัดต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อเกษตรกรชาวสวนส้มโอที่ ต้องเพิ่มเงินทุน กว่า 5 หมื่นบาท เพื่อเจาะบ่อบาดาล นำน้ำใต้ดินเลี้ยงสวนส้ม หลังจากภัยแล้ง ซึ่งแหล่งน้ำในคลองชลประทานสายหลักแห้งขอดหลังจากชลประทานงดจ่ายน้ำเข้าสู้ระบบ 
สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่พิจิตรยังคงส่งผลกระทบชาวสวนส้มโอในพื้นที่ ตำบลดงกลาง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร เกษตรกรสวนส้มโอต้องลงทุนเจาะบ่อบาดาล โดยว่าจ้างผู้รับเหมาเพื่อเจาะบ่อบาดาลในส้มโอที่เริ่มออกลูกจำนวนกว่า 5 ไร่ เพื่อนำน้ำขึ้นมาเลี้ยงต้นโอให้มีผลผลิตสมบูรณ์ หลังจากที่สถานการณ์ภัยแล้งส่งผลกระทบกับชาวสวนส้มแหล่งน้ำธรรมชาติแห้งจนหมดและ น้ำในคลองชลประทาน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำหลักแห้งขอดจนไม่มีน้ำ ส่งผลกระทบกับเกษตรกรผู้ปลูกส้มโอแหล่งใหญ่ของจังหวัดพิจิตร ขาดน้ำต้นทุนในการสูบเลี้ยงส้มโอที่กำลังออกผลใกล้เก็บเกี่ยว เกษตรกรจึงต้องลงทุนว่าจ้างผู้รับเหมาทำการเจอะบ่อบาดาล ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเจาะบ่อและอุปกรณ์ต่างๆมูลค่ากว่า 50,000 บาท ต่อการเจาะบ่อบาดาล 1 ลูก เป็นการเพิ่มต้นทุนในการปลูกส้มโอจากเดิม แต่เกษตรกรก็ต้องยอมลงทุนเพื่อป้องกันส้มโอจะได้รับความเสียหายจากภัยแล้ง

สำหรับพื้นที่จังหวัดพิจิตรจากสถานการณ์ที่แล้งจัดต่อเนื่องในช่วงฤดูแล้ง ประกอบกับฤดูฝนที่ผ่านมามีปริมาณฝนน้อยกว่าทุกปี ส่งผลให้พื้นที่จังหวัดพิจิตร เริ่มประสบปัญหาภัยแล้งอีกครั้งซึ่งถือว่าเร็วกว่าทุกปีและยังส่งผลกระทบต่อเกษตรกรชาวสวนส้มโอ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตส้มโอสำคัญของจังหวัดพิจิตร ทั้งส้มโอท่าข่อย ส้มโอพันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดพิจิตร และส้มโอขาวแตงกวาที่มีเนื้อที่กว่า 2,000 ไร่

วันเสาร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2563

พิจิตร แล้งส้มโอขาดน้ำร่วงหล่นเสียหาย


คลองชลประทานน้ำแห้งขอด ส่งผลกระทบแหล่งสวนส้มโอ ร่วงหล่นจากต้น เนื่องจากขาดน้ำ เหี่ยวเฉา ผลเหลือง สร้างความเสียหายเกษตรกรขาดรายได้จากการเก็บผลส้มโอเพื่อจำหน่าย 
สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดพิจิตรยังคงส่งผลกระทบขยายวงกว้างต่อเนื่อง หลังจากที่ชลประทานงดจ่ายน้ำทำให้น้ำในคลองชลประทานที่เป็นแหล่งน้ำแห่งเดียวที่ใช้ในการดูแลต้นส้มโอต้อง แห้งขอดลงจนไม่มีน้ำเหลือเพียงพอนำขึ้นมาใช้ทำการเกษตรได้ โดยเฉพาะสวนส้มโอ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองพิจิตรซึ่งเป็นแหล่งปลูกส้มโอพันธุ์พื้นเมืองแหล่งใหญ่ของจังหวัดพิจิตร โดยต้นส้มโอมีลักษณะใบเหี่ยวเฉา ผลส้มโอที่ใกล้เก็บผลผลิต ที่มีลักษณะลูกเป็นสีเหลือง และได้หลุดจากขั้ว ร่วงหล่นลงสู่พื้นดินจำนวนมากสร้างความเสียหายเกษตรกรขาดรายได้จากการเก็บผลส้มโอเพื่อจำหน่าย   เนื่องจากขาดน้ำ เป็นเวลานาน   อาจจะทำให้ต้นส้มโออายุกว่า 10 ปี จะยืนต้นตายจากภัยแล้ง      

สำหรับสวนส้มโอ ของเกษตรการชาวสวนส้มโอในพื้นที่ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองพิจิตร ซึ่งเป็นแหล่งผลิตส้มโอสำคัญของจังหวัดพิจิตร ทั้งส้มโอท่าข่อยซึ่งเป็น ส้มโอพันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดพิจิตร และส้มโอขาวแตงกวาที่มีเนื้อที่มากกว่า 2,000 ไร่ โดย เกษตรกรนิยมปลูกกันจำนวนมาก   ซึ่งหลังจากที่น้ำในคลองชลประทาน และแหล่งน้ำตามธรรมชาติแห้งขอดลง ส่งผลกระทบกับเกษตรชาวสวนส้มโอ ขาดน้ำที่จะมาล่อเลี้ยงสวนส้มโอ 

วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563

พิจิตร แหล่งน้ำแห้งนกกระยางขาวบินตามรถไถนาเพื่อหาอาหาร


พิจิตรนกกระยางขาวหลายร้อยตัว  อาศัยบินตามรถไถนา เพื่อหาอาหารโดยเฉพาะแมลงและหนอน หลังแหล่งน้ำ และ แหล่งอาหารแห้งขอดลงหลายพื้นที่  
ที่บริเวณทุ่งนา ตำบลดงป่าคำ  อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร นกกระยางขาว ที่อพยพ จำนวนหลายร้อยตัว  รวมตัวกันหาอาหารบริเวณพื้นนาข้าว  ที่เกษตรกรได้เริ่มลงมือไถนาเพื่อเตรียมการเพาะปลูกข้าว โดยนกกระยางต่างจับกลุ่มกันออกหาอาหารในพื้นที่นาข้าวเพื่อหากินแมลงและหนอน พากันบินวนหาอาหารตามหลังรถจักรกลการเกษตร ที่เกษตรกรชาวนากำลังไถที่กำลังปรับพื้นที่นา เพื่อเป็นแหล่งอาหาร หลังจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติ หลายแห่งเริ่มทยอย แห้งขอดลง จนทำให้แหล่งอาหารเหลือน้อย ซึ่งเหล่าบรรดานกกระยาง จึงต้องอาศัยแปลงนาข้าว ที่ชาวนาปรับพื้นนา เป็นแหล่งอาหารแทน  
สำหรับ นกกระยางขาว” จะชอบอาศัยอยู่ตามหนองน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่สมบูรณ์  แต่หลังจากแหล่งน้ำลดลง จึงต้องอาศัยแปลงนาข้าว เป็นแหล่งอาหาร  สร้างความสวยงามตามธรรมชาติ และเป็นการหาชมได้ยาก ที่พบนกกระยาง ขาวจะอพยพมาอาศัยรวมตัวอยู่กันจำนวนมาก      ทำให้ภาพที่ประชาชนผ่านไปมาเห็นเป็นภาพที่สวยงาม ตามธรรมชาติ และการพึ่งพากันของมนุษย์กับนก ที่ไม่ทำร้ายกัน

วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2563

พิจิตร แหล่งกักเก็บน้ำของเกษตรกรแห้งขอด เกษตรกรต้อนวัวหาแหล่งหญ้ากว่า 2 กิโลเมตร


พิจิตรแหล่งกักเก็บน้ำของเกษตรกรแห้งขอด หลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน เกษตรกรชาวนา ไม่เสี่ยงการทำนา พักพื้นที่นาข้าว รอน้ำช่วงฤดูฝน ขณะที่เกษตรกรผู้เลี้ยงวัว ต้องพาฝูงวัว กว่า 40 ตัว ออกหาอาหาร ไกล กว่า กิโลเมตร  เนื่องจากแหล่งน้ำลดลง ทำให้แหล่งหญ้าที่เป็นอาหารหายาก 

วันที่ 22 มกราคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำ ในแหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ แห้งขอดลงในหลายพื้นที่  โดยเฉพาะในเขตพื้นที่  ตำบลหนองปลาไหล อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นพื้นที่สูง และ อยู่นอกเขตชลประทาน  โดยแหล่งน้ำตามบ่อธรรมชาติที่แห้งลง พื้นดินแตกระแหง  จนไม่เหลือน้ำในบ่อกักเก็บ  เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องปล่อยแปลงนาข้าวทิ้งร้าง ไม่เสี่ยงการทำนา โดยการหยุดทำการเกษตร  ทำการพักดิน ในพื้นที่การทำนา หลังทำการเก็บเกี่ยวข้าวนาปีแล้ว  เพื่อรอฤดูกาลทำการเกษตรช่วงหน้าฝน  

จากการสำรวจ พบว่า หลังจากแหล่งน้ำที่แห้งขอดลง  เกษตรกรส่วนใหญ่ ต้องหยุดทำการเกษตรอย่างสินเชิง หลังปลูกข้าวนาปี  โดยเฉพาะในเขตพื้นที่นอกเขตชลประทาน อำเภอตะพานหิน  อำเภอวังทรายพูน  ทับคล้อ และ อำเภอ สากเหล็ก ที่มีพื้นที่ติดกับเทือกเขาเพชรบูรณ์    คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อต่อรายได้หลักของเกษตรกร  จากการทำการเกษตรไม่ได้  เนื่องจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติมีไม่เพียงพอ 

ขณะที่ เกษตรกรผู้เลี้ยงวัว  ในพื้นที่หมู่ 2 บ้านวังแดง ตำบลสามง่าม อำเภอสามง่าม  จังหวัดพิจิตร  ต้องนำวัวที่เลี้ยงไว้จำนวนกว่า  40 ตัว พาวัวมาหาแหล่งอาหารโดยเฉพาะแหล่งหญ้า ไกลจากจุดเลี้ยงเดิม กว่า  2 กิโลเมตร เนื่องจากแหล่งน้ำที่ลดลง จนทำให้แหล่งอาหาร โดยเฉพาะหญ้าสีเขียว ลดน้อยลง ประกอบกับพื้นที่ การเกษตรมีเกษตรกรทำนา จนทำให้แหล่งอาหารลดลง
นาย สมยศ  จันสา เกษตรกรผู้เลี้ยงวัว บ้านวังแดง ตำบลสามง่าม อำเภอสามง่าม  จังหวัดพิจิตร  กล่าวว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ในเขตแม่น้ำยม ปัจจุบัน แหล่งน้ำโดยเฉพาะแม่น้ำยมแห้งขอดลงอย่างรวดเร็ว  ทำให้แหล่งอาหารของสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะหญ้าในพื้นที่การเกษตร ต้องแล้งตาย  สร้างความเดือดร้อนกับเกษตรกร ที่เลี้ยงสัตว์ ที่ขาดแหล่งอาหาร ส่งผลกระทบกับการเลี้ยงวัว ต้องต้อนวัวออกมาหาแหล่งอาหารไกลกว่าเดิมถึง 2 กิโลเมตร เพราะพื้นที่ที่เคยต้อนวัวไปหาอาหารที่เคยไปหญ้า ได้ลดน้อยลง จำเป็นต้อง ต้อนวัว ออกหาอาหารไกลจากแหล่งอาหารเดิม  

วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2563

พิจิตร แหล่งกักเก็บน้ำนอกเขตชลประทานแห้งขอด


พิจิตรแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่แห้งขอดหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ดินแห้งแตกระแหง กระทบกับการทำการเกษตร และ สัตว์น้ำในแหล่งน้ำ  ประปาส่วนภูมิภาค มีน้ำเพียงพอต่อประชาชน ขณะที่ชลประทานพิจิตร ขอให่เกษตรกรลดการทำนาปรังเพื่อป้องกันความเสียหาย
วันที่ 21 มกราคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดพิจิตร โดยแหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ ขนาดเนื้อที่กว่า 8 ไร่ ได้แห้งขอดลง โดยเฉพาะในเขตพื้นที่  ตำบลหัวดง อำเภอเมือง  จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นพื้นที่สูง และ อยู่นอกเขตชลประทาน  โดยแหล่งน้ำตามบ่อธรรมชาติขนาดใหญ่ ระดับน้ำได้ทยอยแห้งลง  พื้นดินแตกระแหง  จนไม่เหลือน้ำในบ่อกักเก็บ ส่งผลทำให้สัตว์น้ำ ที่เคยอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำ ต้องตายลงจากการขาดน้ำ   เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องปล่อยแปลงนาข้าวทิ้งร้าง ไม่เสี่ยงการทำนา โดยการหยุดทำการเกษตร  ทำการพักดิน ในพื้นที่การทำนา หลังทำการเก็บเกี่ยวข้าวนาปีแล้ว  เพื่อรอฤดูกาลทำการเกษตรช่วงหน้าฝน  
จากการสำรวจ พบว่า หลังจากแหล่งน้ำที่แห้งขอดลง  เกษตรกรส่วนใหญ่ ต้องหยุดทำการเกษตรอย่างสินเชิง  โดยเฉพาะในเขตพื้นที่นอกเขตชลประทาน อำเภอเมือง  อำเภอตะพานหิน  อำเภอวังทรายพูน  ทับคล้อ และ อำเภอ สากเหล็ก หลายหมื่นไร่  คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อต่อรายได้หลักของเกษตรกร  จากการทำการเกษตรไม่ได้  เนื่องจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติมีไม่เพียงพอ 

ขณะที่ นางรติฟัส   พ่วงพร้อม    หัวหน้าป้องกันบรรเทาสาธารณภัย   จังหวัดพิจิตร   กล่าวว่า  สถานการณ์ภัยแล้งจังหวัดพิจิตร  ขณะนี้  เขื่อนสิริกิติ์ และ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ซึ่งเป็นเขื่อนใหญ่หลักตอนบนปล่อยน้ำลงแม่น้ำน่านมีการชะลอการปล่อยน้ำทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำน่าน ระดับนำลดลงต่อเนื่องทำให้บางช่วง  สามารถมองเห็นสันดอนดิน และแก่งโขดหิน ต่างโพล่ขึ้นกลางแม่น้ำน่านนั้นซึ่งเรื่องดังกล่าวตนเอง ได้ประสานไปยังชลประทานเพื่อสอบถามปรากฏว่าได้รับคำ  ยืนยันจาก ประปาส่วนภูมิภาคว่า  น้ำ  เพียงพอในการ ผลิตน้ำประปา   เพื่อ ในการอุปโภคบริโภค และระบบนิเวศ  เนื่องจากตรงบริเวณที่เขาสูบน้ำเพื่อทำประปามีล่องลึก  ซึ่งทางประปา ภูมิภาค นั้น  เขายืนยันในที่ประชุมแล้วมีน้ำเพียงพอสำหรับประชาชน

นาง รติฟัส       กล่าวอีกว่า กรณีที่มี  กลุ่มที่กลุ่มพลังไฟฟ้าจะมาขอสูบน้ำในแม่น้ำน่าน  เพื่อ ช่วยเกษตรกรชาวนา  ซึ่งทางชลประทานเองก็  ไม่อนุญาต เนื่องจาก  น้ำ  ในเขื่อนหลัก มีน้อย  น้ำไม่พียง    ดังนั้นสิ่งที่เป็นห่วงเกรงว่า  เกษตรกร จะลักรอบ สูบน้ำ ดังนั้นขอความร่วมมือเกษตรกรอย่าสูบน้ำทำนา

ทางด้าน นายอำนาจ   อินทร์วงศ์แก้ว  ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพิจิตร  กล่าวว่า  สถานการณ์ภัยแล้งของพื้นที่จังหวัดพิจิตร ที่ประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา ซึ่งจังหวัดพิจิตรมีแม่น้ำสายหลัก 2 สาย คือ แม่น้ำยม และ แม่น้ำน่าน แต่เนื่องด้วยสถานการณ์ในปีนี้ต้องยอมรับว่าปริมาณน้ำฝนมีน้อย อีกทั้งฝนที่ตกเหนือเขื่อนก็มีน้อยด้วยเช่นกัน ทำให้ปริมาณน้ำที่กักเก็บในเขื่อนต่างๆที่อยู่ทางภาคเหนือ มีปริมาณน้ำน้อยดังนั้นในช่วงนี้  ซึ่งทางชลประทานจังหวัดพิจิตรจึงขอร้องให้เกษตรกรลดพื้นที่การทำนาปรังรอบ 2  ทั้งพื้นที่ที่อยู่ในเขตการส่งน้ำของชลประทานและอยู่นอกเขตการส่งน้ำ เพื่อป้องกันความเสียหายจากพืชผลทางการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง




วันจันทร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2563

พิจิตร เตรียมงบ6ล้านซ่อมแซมเขื่อนยางจระเข้ผอมกักเก็บน้ำ



ผู้ช่วยรัฐมนตรี กระทรวงกระเกษตรและสหกรณ์    ลงพื้นที่ตรวจเขื่อนยางบ้านจระเข้ผอม หลังจากใช้การเก็บกักน้ำในแม่น้ำยมไม่ได้มาหลายปี  สนับสนุนงบประมาณ 6 ล้าน ซ่อมแซม พร้อมเร่งเขื่อนกั้นน้ำในแม่น้ำยม แก้ปัญหาระยะยาว

วันที่ 13 มกราคม 2562 นาย นราพัฒน์ แก้วทอง   ผู้ช่วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   พร้อมคณะ ได้เดินทางมาที่บริเวณ เขื่อนยางในแม่น้ำยม บ้านจระเข้ผอม หมู่ที่ 1 ตำบลรังนก อำเภอ สามง่าม จังหวัดพิจิตร  ตรวจสอบสภาพความเสียหาย ของเขื่อนยาง หลังจาก ได้ก่อสร้างเมื่อปี  2554 เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม  แต่เขื่อนยางไม่สามารถเก็บกักน้ำได้ โดยเฉพาะตัวยางที่ขาดชำรุดไม่สามารถพองน้ำได้ มาหลายปี แต่ยังไม่มีการซ่อมแซม จนกระทั้งไม่สามารถกักเก็บน้ำ ในแม่น้ำยมทำให้เกษตรกร ได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถ  กักน้ำไว้ใช้อุปโภค-บริโภค และ ทำการเกษตรได้

โดยระหว่างที่ลงพื้นที่  มีเกษตรกรชาวนาจำนวนมาก   ได้ เกษตรกรชาวนาจาก ตำบลรังนก  ตำบลกำแพงดิน  ตำบล สามง่าม  จำนวนมาก  ได้เข้ามาเจรจาเพื่อขอ ให้ ทาง กระทรวงเกษตรกรช่วยเหลือเกษตรกรชาวนา เรื่อง แก้ปัญหาเรื่องน้ำและเรื่องเขื่อนยาง เนื่องจากขณะนี้   ข้าวของเกษตรกรชาวนาหลายพันไร่  นั้น  กำลังได้รับความเดือดร้อนประสบปัญหาภัยแล้ง  และได้รับความเสียหายจากข้าวขาดน้ำ   บางส่วน ยืนต้นตายบางส่วน  กำลังขาดแคลนน้ำ
ซึ่งในเบื้องต้น นายนราพัฒน์   ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เจรจากับเกษตรกรชาวนาตำบลสามง่าม ตำบลรังนก และตำบลกำแพงเดิน ว่า หลังจาก  มีการประชุม สภา และ งบประมาณ ผ่าน   ซึ่ง  พิจิตรได้รับงบประมาณ จำนวน 6  ล้านเพื่อซ่อมแซมเขื่อนยางจระเข้ผอม ซึ่งคาดว่าน่าจะได้ซ่อมแซมตัวเขื่อนยาง ให้มีแข็งแรงทนทาน กักเก็บน้ำได้  เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อน นอกจากนี้ในการแก้ปัญหาระยะยาว ที่มีการสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำยม  ที่ตำบลวังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง   เนื่องจากการก่อสร้างล่าช้า  จริงแล้วจะต้องแล้วเสร็จในปี 62 ซึ่งมีปัญหาเรื่องเวนคืนที่ดิน และการออกแบบ ซึ่งคงจะต้องเร่งให้เสร็จในเร็วๆ นี้   ในส่วนส่วนเขื่อนตำบล ไผ่ท่าโพ เตรียมบรรจุจุ ในปี งบประมาณ ในปี 64ในการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในลุ่มแม่น้ำยม