รายการถ่ายทอดสด



เทปบันทึกรายการ : ผ่านทาง YouTube

ข่าวเด่น ในรอบ 7 วัน

วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

จังหวัดพิจิตรตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจภัยแล้ง


          จังหวัดพิจิตร รับมือภัยแล้ง ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจแก้ไขวิกฤตภัยแล้ง จัดรอบเวรสถานีสูบน้ำแม่น้ำน่าน พร้อมทั้งเร่งรัดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร 8 มาตรการ

          นางฉัตรพร ราษฎร์ดุษฎี ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ได้ประชุมจัดตั้งคณะกรรมการศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขปัญหาวิกฤตภัยแล้ง  ระดับจังหวัดปี 2558/59  ซึ่งมีหน่วยงานราชการ นายอำเภอ เจ้าหน้าที่ชลประทาน เกษตรจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ภัยแล้ง พร้อมทั้งวิเคราะห์ ประเมินปัญหาภัยแล้ง รวมถึงเร่งรัดแนวทางการช่วยเหลือ เกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง ที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำหลัง และคลองสาขา ได้มีปริมาณลดลงอย่างต่อเนื่อง

          คณะกรรมการเฉพาะกิจได้กำหนดแนวทางการใช้น้ำอย่างประหยัด โดยได้ทำการจัดรอบเวรการสูบน้ำจากสถานีสูบน้ำจากแม่น้ำน่าน ทั้งหมด 35 แห่ง งดสูบน้ำและจัดรอบเวรการสูบน้ำ ซึ่งกำหนดวันคู่และวันคี่  ในการสูบน้ำจากแม่น้ำน่านช่วยเหลือเกษตรกรและรณรงค์ให้เกษตรกรใช้น้ำอย่างประหยัด พร้อมทั้ง ดำเนินการตามมาตรการเร่งด่วนของทางรัฐบาล

          ล่าสุดทางคณะกรรมการเฉพาะกิจแก้ไขปัญหาวิกฤตภัยแล้ง ระดับจังหวัดปี 2558/59  เสนอโครงการ ในการแก้ปัญหาภัยแล้งของการสมัครเกษตรกรทั้งในด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ รวม 34,995 ครัวเรือน วงเงินจัดสรร 90 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการอนุมัติโครงการ จากทางรัฐบาล


"ซอไม้ไผ่" อเมซิ่ง สิ่งประดิษฐ์บรรเลงดนตรี



ลุงนักประดิษฐ์ สร้างเครื่องดนตรี โดยการประดิษฐ์ ลองผิดลองถูก มาลงตัวที่ไม่ไผ่ มาทำซอไม้ไผ่ สร้างเสียงดนตรีบรรเลง ที่ไพเราะ ในงานพิธีต่าง ๆ

          เสียงซอ ดนตรีที่บรรเลงเพลงไทยเดิมพร้อมกับการให้จังหวะของเครื่องเสียงจาก ลุงทวี  จันทร์แจ้ง ชาวบ้านตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร ที่เล่นบรรเลงขับกล่อมให้ผู้ฟังตามงานพิธีต่างๆ  ซึ่งซอ ของลุงทวี แตกต่างจากซออื่นที่พบเห็นทั่วไปเพราะเป็นซอแบบตั้งพื้น ซึ่งประดิษฐ์มาจากกระบอกไม้ไผ่ ที่ชาวบ้านปลูกไว้ เพื่อนำไม้มาใช้ประโยชน์หลากหลายประเภท ถูกดัดแปลงมาเป็นเครื่องดนตรี ที่สร้างเสียงบรรเลงอย่างไพเราะ



          ลุงทวี จันทร์แจ้ง เล่าว่า "ตนเองเป็นคนชอบเสียงดนตรี โดยเฉพาะเสียงซอ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เสียงไพเราะ จากนั้น จึงได้ลองประดิษฐ์ซอขึ้นเองโดยการลองผิดลองถูก นำทั้งไม้สักและไม้ชนิดต่างๆมาลองทำ จึงมาลงตัวที่ไม้ไผ่ หาได้จากบริเวณบ้านมาทำเป็นซอไม้ไผ่แบบตั้งพื้น โดยจะใช้กระบอกไม้ไผ่ มาทำโครงสร้างและนำสายกีต้าร์มาเป็นสาย สร้างเสียงในการโยกคันสีของซอ ผ่านการกดบังคับนิ้วเสียงเหมือนเปียโน สร้างระดับเสียงดนตรีประกอบกับการเข้าจังหวะกลอง ผ่านระบบเครื่องเสียงที่ทำการติดตั้งระหว่างการบรรเลงในงานพิธี ซึ่งราคาต้นทุนในการผลิตถือว่าถูกมาก ไม่ถึง 1 พันบาท"



          สำรับการบรรเลงในแต่ละครั้ง จะเป็นที่แปลกตาจากชาวบ้าน เนื่องจากชาวบ้านจะไม่เคยเห็นซอที่ทำจากไม้ไผ่ที่ให้เสียงไพเราะ การบรรเลงในแต่ละงานหากมีใครจ้างจะอยู่ที่ 1,500 บาท ต่องาน แล้วแต่ระยะทาง ใกล้ ไกล  ซึ่งจะมีผู้จ้างมาตลอดทุกวัน สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ขบวนรถอีต๊อกแห่ กฐินสามัคคี


                บรรยากาศประเพณีทอดกฐินเต็มไปด้วยสีสัน ที่จังหวัดพิจิตรจัดขบวนแห่องค์กฐินด้วยรถอีต๊อก สร้างบรรยากาศแบบพื้นบ้านวิถีชีวิตเกษตรกรรมและเพิ่มสีสันของงานประเพณี

                หลังจากออกพรรษามีประเพณีสำคัญของชาวพุทธนั่นคือประเพณีทอดกฐิน เนื่องจากแต่ละวัดหนึ่งปี จะทอดกฐินได้ครั้งเดียว ตามพุทธบัญญัติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยที่จังหวัดพิจิตร ขบวนรถอีต๊อก หรือ รถอีโก้งซึ่งชาวพิจิตรเรียกชื่อรถเครื่องมือทางการเกษตรที่ประชาชนในหมู่บ้านนำรถอีต๊อก จำนวน 15 คัน นำมาแห่องค์กฐิน ซึ่งธนาคารออมสิน ภาค 6 ที่ประกอบด้วยธนาคารออมสินทุกสาขาในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท พิจิตร ลพบุรี และจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นเจ้าภาพ นำมาทอด ณ วัดย่านยาว  หมู่ที่ 8 ตำบลวังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร



                โดยชาวบ้าน ได้ทำการตกแต่งรถอีต๊อกด้วยสีสันที่สดใส บรรเลงดนตรีด้วยกลองยาวจากผู้สูงอายุในพื้นบ้าน นางรำ และคณะผู้บริหารจากธนาคารออมสินสาขาต่างๆที่ร่วมในขบวนแห่ไปรอบหมู่บ้าน ซึ่งก็สร้างความเป็นกันเองสำหรับชาวบ้านที่นำรถอีต๊อกมารับและสร้างความตื่นเต้นให้กับคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ของธนาคารออมสิน ที่บางคนเพิ่งขึ้นรถอีแต๊กเป็นครั้งแรก  พร้อมทั้งทำการแห่องค์กฐินรอบพระอุโบสถ จำนวน 3 รอบ ก่อนทำพิธีทอดกฐิน การทอดกฐินในครั้งนี้มียอดรวมรายได้ที่ถวายวัดจำนวน 1,160,000 บาท (หนึ่งล้านหนึ่งแสนหกหมื่นบาท)


                นางนิตยา มัชฌิมา ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ภาค 6  กล่าวว่า การทอดกฐินของธนาคารมีประจำทุกปี โดยจะเวียนไปตามจังหวัดต่างๆในพื้นที่  6 จังหวัด ที่ภาค 6 ครอบคลุมอยู่ วัตถุประสงค์เพื่อเป็นการดำเนินการตามนโยบายของธนาคารที่เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และตอบแทนการไว้ใจของประชาชนกับการบริการของธนาคาร การทอดกฐินในแต่ละปีเราจะนำกฐินไปทอดกับวัดในพื้นที่ชนบทที่ขาดแคลน เพื่อนำรายได้จากการทอดกฐินไปใช้ในการทำนุบำรุงพระศาสนา เนื่องจากวัดในพื้นที่ชนบทส่วนใหญ่จะประสบปัญหาขาดแคลนทุนทรัพย์ในการสร้าง หรือซ่อมแซมถาวรวัตถุต่างๆ พร้อมกันนี้ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ดี เนื่องจากผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของธนาคารแต่ละสาขาจะได้มาพบปะและทำบุญร่วมกันทำให้มีโอกาสเจอะเจอกันและแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันอีกด้วย



                พระครูพิธูรธรรมสถิต  เจ้าอาวาสวัดย่านยาว กล่าวว่า บุญกฐินถือว่าเป็นบุญใหญ่ แต่ละวัดจะทอดได้ครั้งเดียว ตามพุทธบัญญัติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยมีหลักธรรมแฝงในการทอดกฐินในคือความหมายของธงกฐิน ซึ่งมี 4 แบบ คือ รูปจระเข้ หมายถึง ความโลภ  ธงรูปตะขาบ หมายถึง ความโกรธ  ธงรูปนางมัจฉา หมายถึง ความหลง และธงรูปเต่า หมายถึง สติ  ส่วนรายได้ที่ได้จากการทอดกฐินของคณะศรัทธาที่นำมาทอดถือว่ามีความสำคัญมาก โดยเฉพาะกับวัดในพื้นที่ชนบทที่จะนำไปใช้ในการสร้างถาวรวัตถุที่สำคัญในวัด รายได้ครั้งนี้จะนำไปสบทบทุนในการก่อสร้างศาลาธรรมสังเวช เพื่อใช้ประโยชน์สาธารณะต่อไป

                สำหรับรถอีต๊อก หรือ รถอีโก้ง ที่ชาวพิจิตรเรียกนั้น เป็นเครื่องมือการเกษตรที่มีความสำคัญเนื่องจากใช้ในการทำนาทำสวน และมีการปรับเปลี่ยนเป็นพาหนะในการสัญจรโดยมีการนำกระบะพ่วงท้าย เพื่อใช้ในการเดินทาง รวมไปถึงบรรทุกสิ่งของต่างๆ ผลผลิตทางการเกษตร การนำรถอีต๊อก หรือรถอีโก้งมาตกแต่งเป็นขบวนแห่องค์กฐิน จึงเป็นการสร้างสีสันแบบพื้นบ้านเป็นการสร้างความประทับใจทั้งประชาชนในพื้นที่และเจ้าภาพที่เดินทางมาร่วมทอดกฐินในครั้งนี้



ภัยแล้ง ชาวนาต้องซ่อมบ่อบาดาลเพื่อใช้น้ำใต้ดิน


สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดพิจิตรยังคงส่งผลกระทบต่อเนื่อง

                ชาวนาในพื้นที่ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร ลงทุนซ่อมบ่อบาดาลที่ทิ้งร้างมานานกว่า 10 ปี เพื่อใช้ในการสูบน้ำเลี้ยงต้นข้าวที่ปลูกไว้บนพื้นที่ 10 ไร่ ซึ่งกำลังออกรวง และเป็นช่วงที่ต้องใช้น้ำเป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้งที่แล้งจัดยาวนาน ฝนทิ้งช่วงชลประทานหยุดจ่ายน้ำ ทำให้ชาวนาขาดน้ำในการเลี้ยงต้นข้าว ต้องลงทุนซ่อมบ่อบาดาลที่ไม่ใช้งานมากว่า 10 ปีเพื่อใช้สูบน้ำอีกครั้ง

                สำหรับพื้นที่จังหวัดพิจิตร ขณะนี้ประสบปัญหาภัยแล้ง แม้ว่าจะอยู่ในช่วงย่างเข้าสู่ฤดูหนาว แต่จากฝนที่ทิ้งช่วงเป็นเวลานาน ปริมาณฝนน้อยกว่าทุกปี


แม่น้ำยมแห้งจนเห็นแก่งกลางแม่น้ำ



                แม่น้ำยมส่อเค้าวิกฤติลดระดับลงต่อเนื่องจนเห็นเกาะแก่งกลางแม่น้ำทั้งที่เพิ่งย่างเข้าเดือนพฤศจิกายน

                สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดพิจิตรส่อเค้าวิกฤติ แม่น้ำยมที่ไหลผ่านพื้นที่จังหวัดพิจิตรลดระดับต่อเนื่อง พื้นที่ตำบลสามง่าม อำเภอสามง่าม  ระดับน้ำแม่น้ำยมที่ลดลงต่อเนื่องทำให้มองเห็นเกาะแก่งกลางแม่น้ำยม แนวสันหิน ทราย แม่น้ำยมบางจุดน้ำไหลคล้ายกับลำธาร ทั้งที่อยู่ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ซึ่งทุกปีจะเป็นช่วงฤดูน้ำหลากที่แม่น้ำยมจะมีปริมาณมาก แต่จากสถานการณ์ภัยแล้งที่รุนแรงต่อเนื่อง ฝนทิ้งช่วง ส่งผลให้ระดับน้ำแม่น้ำยมลดลงอย่างรวดเร็วจนใกล้แห้งขอด

                สำหรับแม่น้ำยมที่ไหลผ่านพื้นที่จังหวัดพิจิตร ไหลผ่านพื้นที่ 4 อำเภอ คือ อำเภอสามง่าม โพธิ์ประทับช้าง บึงนาราง และอำเภอโพทะเล ความยาว 127 กิโลเมตร เป็นแม่น้ำขนาดเล็กที่ประสบปัญหาภัยแล้ง และน้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำทุกปี และจากระดับน้ำแม่น้ำยมที่ลดระดับลงอย่างรวดเร็วส่งผลให้เกิดเกาะแก่งกลางแม่น้ำยม ทั้งที่ยังไม่ถึงฤดูแล้ง ส่อเค้าว่าสถานการณ์ภัยแล้งจะรุนแรงในปีนี้



วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

อดีตพนักงานรถไฟ สวนกระแส ขายก๋วยเตี๋ยว ชามละ 10 บาท


          อดีตพนักงานรถไฟลาออกจากงานสวนกระแสเศรษฐกิจเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวเรือชามละ 10 บาท พร้อมจัดโปรโมชั่น รับประทาน 10 ชาม ฟรี 1 ชาม รับประทาน 30 ชาม ฟรี น้ำอัดลม 1 ลิตร ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวบ้าน เกษตรกร และเยาวชนที่มีรายได้น้อย



          ที่บ้านหัวดง ตำบลหัวดง อำเภอเมืองพิจิตร นายธนบูรณ์ ชูดอก อายุ 58 ปี อดีตพนักงานการรถไฟไทย ได้ลาออกจากการเป็นเจ้าหน้าที่รถไฟ เปิดกิจการขาย"ก๋วยเตี๋ยวเรือชาละวัน"บริเวณหน้าบ้านพักอาศัย โดยได้สวนกระแสในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว จำหน่ายก๋วยเตี๋ยวเรือให้กับลูกค้าในราคาชามละ 10 บาท


          โดยทางร้านได้ถูกออกแบบเป็นเพิงร้านค้ามีโต๊ะไว้รองรับประชาชนที่เข้ามารับประทานก๋วยเตี๋ยว จำนวนกว่า 10 โต๊ะ ซึ่งทางร้านจำหน่ายในราคาแบบธรรมดา ชามละ 10 บาท  ส่วนแบบพิเศษจะขายในราคา 20 บาท ซึ่งส่วนผสมของก๋วยเตี๋ยวเรือราคา 10 บาท จะประกอบไปด้วย เส้นก๋วยเตี๋ยว ผัก เนื้อหมูหมัก จำนวน 2 ชิ้น ตับ 1 ชิ้น และลูกชิ้น จำนวน 1 ลูก มีทั้งแบบน้ำตกและแบบแห้ง เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกรับประทาน พร้อมจัดโปรโมชั่น รับประทาน 10 ชาม ฟรี 1 ชาม รับประทาน 30 ชาม ฟรี น้ำอัดลม 1 ลิตร ซึ่งจะมีลูกค้าเข้ามารับประทาน ถึงวันละ 200- 300 ชาม ต่อ 1 วัน



          นายธนบูรณ์ ชูดอก เจ้าของร้าน กล่าวว่า หลังจากที่ตนเองได้ลาออกมาจากการเป็นพนักงานรถไฟ จึง ได้เปิดร้ายก๋วยเตี๋ยวเรือ ได้ระยะเวลา 5 เดือน ซึ่งในตอนแรกจะขายชามละ 25-30 บาท แต่ช่วงที่เศรษฐกิจ ชะลอตัวจึงสวนกระแสขายชามละ 10 บาท เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชน หากเด็กๆที่ขอเงินจากผู้ปกครองมา 10 บาท ก็ยังสามารถรับประทานได้ รายได้จาการขายก็จะพออยู่ได้  ลูกค้าส่วนใหญ่จะทานได้ เต็มที่ 4 -5 ชาม


          นางอัพวรรณ น้ำดอกไม้ ลูกค้าที่มาอุดหนุนประจำ บอกว่า มีรสชาติที่อร่อยและราคาถูก สมกับปริมาณก๋วยเตี๋ยว ที่ทางร้านค้าให้ ซึ่งส่วนใหญ่ จะมากินได้ 3-4 ชามเท่านั้น

          สำหรับ ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือชาละวัน จะเปิดให้บริการตั้งแต่ 08.00- 17.00 น. ของทุกวัน ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ 3-4 คน คอยให้บริการ ในช่วงวันหยุดจะมีประชาชนและเยาวชนเข้ามารับประทานกันจำนวนมาก



เจ้าหน้าที่ทำการยกประตูระบายน้ำเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้



          เจ้าที่ปิดประตูระบายน้ำเขตติดต่อกับพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกลงสู่แม่น้ำน่านเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง 

          ประตูระบายน้ำคลองวังทอง ในเขตพื้นที่รอยต่ออำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดพิจิตร  ทำการปิดประตูระบายน้ำที่สะสมจากเทือกเขาเนินมะปรางและเทือกเขาวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งได้มีน้ำสะสมในคลองสาขา จนทำให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลประตูน้ำต้องยกประตูระบายน้ำให้สูงขึ้น ทำการกักเก็บน้ำในคลองและชะลอการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำน่าน  เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ด้านอื่นๆโดยเฉพาะภาคการเกษตร

          ขณะที่ทางจังหวัดพิจิตรกำชับให้หน่วยงานราชการ องค์ปกครองส่วนท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน ช่วยกันรณรงค์กำชับประชาชน รวมทั้งเกษตรกรชาวนาให้งดการทำนาปรังและร่วมมือการใช้น้ำอย่างประหยัดเพื่อช่วยปรับความสมดุลของการกักเก็บน้ำไว้ใช้ ในช่วงฤดูหนาวตลอดจนถึงฤดูแล้งให้เพียงพอ



ชาวสวนส้มโอพิจิตร เจาะบ่อบาดาลหาน้ำเลี้ยงสวนส้มโอ



          สถานการณ์ภัยแล้งขาดทำให้ขาดน้ำเลี้ยงสวนส้มโอ ชาวสวนต้องลงทุนกว่า 5 หมื่นบาทเพื่อเจาะบ่อบาดาล


          สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ยังคงส่งผลกระทบชาวสวนส้มโอในพื้นที่หมู่ที่ 1 ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ต้องลงทุนเจาะว่าจ้างผู้รับเหมาเจาะบ่อบาดาลในส้มโอที่เริ่มออกผลจำนวน 4 ไร่ เพื่อนำน้ำขึ้นมาเลี้ยงต้นโอให้มีผลผลิตสมบูรณ์ หลังจากที่สถานการณ์ภัยแล้งส่งผลกระทบกับชาวสวนส้มแหล่งน้ำธรรมชาติแห้งจนหมด  ฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน ชาวสวนจึงต้องลงทุนมีค่าเจาะบ่อและอุปกรณ์มูลค่ากว่า 50,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายในการเจาะบ่อ 1 ลูก


          สำหรับพื้นที่จังหวัดพิจิตร แม้ว่าขณะนี้อยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนซึ่งเป็นช่วงที่เข้าสู่ฤดูหนาว แต่จากสถานการณ์ที่แล้งจัดต่อเนื่องในช่วงฤดูแล้ง ประกอบกับฤดูฝนที่ผ่านมามีปริมาณฝนน้อยกว่าทุกปี ส่งผลให้พื้นที่จังหวัดพิจิตร เริ่มประสบปัญหาภัยแล้งอีกครั้งตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนซึ่งถือว่าเร็วกว่าทุกปี ส่งผลกระทบทั้งเกษตรกรที่ปลูกข้าวและชาวสวนส้มโอ ซึ่งมีจำนวนมากในพื้นที่จังหวัดพิจิตร



วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ชาวบ้านลงขันเรี่ยไรเงินเป็นค่าน้ำมันสูบน้ำกักตุนภัยแล้ง



          ชาวบ้านในพื้นที่พิจิตรลงขัน เรี่ยไรเงินเป็นค่าน้ำมัน นำเครื่องสูบน้ำของตนเองเพื่อสูบน้ำกักตุนเก็บในสระกลางหมู่บ้าน เป็นแหล่งน้ำสำรองเพื่อใช้ในช่วงฤดูแล้งที่มักประสบปัญหาขาดน้ำในการอุปโภคสำหรับ โรงเรียน และประชาชนกว่า 200 หลังคาเรือน

          ที่จังหวัดพิจิตร ชาวบ้านในพื้นที่หมู่ที่ 7 ตำบลหนองปล้อง อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร ร่วมกันนำรถไถนาของชาวบ้านมาติดตั้งเพื่อสูบน้ำจากคลองสาธารณะที่ไหลผ่านหมู่บ้านเพื่อกักเก็บในสระน้ำกลางหมู่บ้านขนาดเนื้อที่ 18 ไร่ ความลึก 8 เมตร ที่อยู่บริเวณหน้าสนามโรงเรียนหนองจิกเภา เพื่อเป็นการกักเก็บน้ำไว้ใช้สำหรับอุปโภค สำหรับโรงเรียน และประชาชนในหมู่ที่ 7 และหมู่บ้านใกล้เคียงทั้งหมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 8  ที่มีหลังคาเรือนรวมกว่า 200 หลังคาเรือน ที่จะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคในช่วงฤดูแล้ง โดยชาวบ้านจะนำรถไถ ซึ่งเป็นเครื่องมือการเกษตร ท่อสูบน้ำของชาวบ้านมาติดตั้ง ส่วนค่าน้ำมัน ชาวบ้านจะใช้วิธีเรี่ยรายเงินกันแต่ละหลังคาเรือนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำมันเพื่อสูบน้ำเก็บไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง

          นายประจวบ อิมสุวรรณ อายุ 73 ปี กล่าวว่า ปีนี้พื้นที่หมู่บ้านประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรง ขณะนี้พื้นที่นาข้าวของประชาชนได้รับความเสียหายจากการขาดน้ำ ที่สำคัญน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติมีน้อยมาก ชาวบ้านจึงร่วมกันระดมกำลังทั้งเครื่องมือ และเงินในการที่จะใช้เพื่อซื้อน้ำมันในการสูบน้ำ โดยจะมีการบริจาคเงินจากส่วนราชการและประชาชนในหมู่บ้าน ซึ่งขณะนี้ ทางเทศบาลตำบลหนองปล้องช่วยเหลือน้ำมันดีเซลมาจำนวน 18 ลิตร และชาวบ้านเองก็เรี่ยไรเงินกันในหมู่บ้านเพื่อใช้ในการสูบน้ำจากคลองธรรมชาติที่ไหลผ่านหมู่บ้านเพื่อเก็บกักในสระกลางหมู่บ้านเพื่อใช้ไว้เป็นน้ำสำรองของหมู่บ้านในช่วงฤดูแล้ง ที่มักจะประสบปัญหาภัยแล้งจนแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำที่ใช้ในการผลิตประปาหมู่บ้านแห้งจนหมด ก็จะนำน้ำที่เก็บกักไว้ในสระน้ำกลางหมู่บ้านขึ้นมาใช้จนกว่าจะเข้าสู่ฤดูน้ำหลากอีกครั้ง



ไฟไหม้ วัดกรดงาม เสียหายกว่า 2 ล้านบาท



          เกิดเหตุเพลิงไหม้ หอสวดมนต์ กุฏิ  พระพุทธรูป ขณะพระสงฆ์ไม่อยู่วัด เสียหายทั้งหมด กว่า 2 ล้านบาท เงินทำบุญอีกกว่า 1 แสนบาทวอดไปกับเพลิง พระสงฆ์ในวัดที่มีทั้งหมด 6 รูป เหลือเพียงจีวร สบง อย่างละผืน ต้องอาศัยศาลาการเปรียญเป็นที่พัก

          เมื่อเสาร์ที่ 30 ตุลาคม 2558 เมื่อประมาณ 15.00 น. เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในวัดกรดงาม หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านนา อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร โดยเพลิงได้ลุกไหม้บริเวณ หอสวดมนต์ และกุฎิ ที่เป็นไม้เก่า สร้างแบบเรือนไทย และหอระฆัง ที่เป็นไม้เก่าสร้างตั้งแต่ปี 2513 รถดับเพลิงจำนวน 5 คันจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งในอำเภอวชิรบารมี และอำเภอสามง่าม ระดมกำลังช่วยกันดับเพลิง โดยต้องใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมงเพลิงจึงสงบ  โดยเบื้องต้นพบความเสียหาย หอสวดมนต์ขนาดใหญ่เสียหายทั้งหลัง กุฏิพระสงฆ์ 4 หลัง 8 ห้อง ถูกไฟไหม้ทั้งหมด หอระฆังถูกไฟไหม้บางส่วน  พระพุทธรูปทั้งเก่า และใหม่  เครื่องใช้ไฟฟ้าและอัฐบริขารของพระสงฆ์ ทั้งผ้าไตรจีวร บาตร ปิ่นโต หนังสือสวดมนต์ เงินทำบุญในช่วงเทศกาลออกพรรษาที่เตรียมไปฝากธนาคารอีกกว่าหนึ่งแสนบาท ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมด มูลค่าเบื้องต้นคาดว่าเสียหายไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท พระสงฆ์ที่จำพรรษาทั้งหมด 6 รูป เหลือเพียงผ้าสบง จีวร และย่าม เพียงชุดเดียว  ต้องย้ายไปอยู่อาศัยที่ชั้นล่างของศาลาการเปรียญเป็นการชั่วคราว สาเหตุเบื้องต้นคาดว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร


          นายณรงค์ ปานแย้ม ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 กล่าวว่า ขณะเกิดเหตุพระสงฆ์ไม่อยู่วัด ไฟได้ลุกไหม้กระจายทั่วทั้งบริเวณ โดยเพลิงได้ลุกไหม้อย่างรวดเร็วเพียงไม่นาน กุฏิ หอสวดมนต์ และทรัพย์สินต่างก็เสียหายทั้งหมด แม้ว่าจะมีการระดมรถดับเพลิงมาช่วยกันดับแต่ก็ไม่สามารถรักษาอะไรไว้ได้เนื่องจากทั้งหมดก่อสร้างด้วยไม่เก่า มีการก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2513



          พระอนุรักษ์ อนุภัทโท พระผู้รับหน้าที่ดูแลวัด กล่าวว่า ไฟลุกไหม้ขณะพระสงฆ์ที่มีทั้งหมด 6 รูปไม่อยู่เนื่องจากไปกิจนิมนต์ในการฌาปนกิจศพที่วัดใกล้เคียง เมื่อกลับมาพบว่าบริเวณหอสวดมนต์และกุฏิไฟไหม้เสียหายทั้งหมด ทั้งนี้รวมถึงทรัพย์สิน พระพุทธรูป และยังมีเงินที่ได้รับบริจาคจากการทำบุญที่เตรียมจะไปฝากธนาคารอีกกว่าหนึ่งแสนบาท


          ขณะที่ พระครูพิศาลธรรมวุฒิ เจ้าคณะอำเภอวชิรบารมี และรักษาการเจ้าอาวาสวัดกรดงาม เดินทางมาเพื่อให้ความช่วยเหลือพระสงฆ์ในเบื้องต้นโดยเฉพาะเรื่องของเครื่องใช้จำเป็นที่จะใช้ในการจำวัด และรายงานยังพระฑีฆทัสสีมุนีวงค์ เจ้าคณะจังหวัดพิจิตรเพื่อหาทางช่วยเหลือต่อไป



          สำหรับวัดกรดงาม เป็นวัดเก่าประจำหมู่บ้านในพื้นที่ชนบท  เป็นวัดที่อยู่ในช่วงกำลังพัฒนา มีกำหนดจะทอดกฐินในวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะสมทบทุนในการก่อสร้างพระอุโบสถที่กำลังเริ่มก่อสร้าง แต่หลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้หอสวดมนต์ และกุฏิที่พักสงฆ์จนเสียหายทั้งหมด ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนแผนมาเพื่อสร้างหอสวดมนต์ และกุฏิสงฆ์ก่อนเนื่องจากขณะนี้พระสงฆ์ไม่มีที่พักอาศัย


          ล่าสุด เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 เวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดพิจิตร พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปตรวจสอบที่เกิดและเก็บอุปกรณ์ไฟฟ้าไปตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุต่อไป

          ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคสิ่งของและกำลังทรัพย์ตามศรัทธา บริจาคโดยตรงได้ที่ วัดกรดงาม
ธนาคารทหารไทย สาขาสามง่าม ชื่อบัญชี วัดกรดงาม เลขที่บัญชี 367-2-34748-5 และ ธ.ก.ส. สาขาวชิรบารมี    ชื่อบัญชี วัดกรดงาม เลขที่บัญชี 020047536181 สอบถามได้ที่ โทรศัพท์ 093-0469705